สิทธิเจ้าหนี้ ขอเพิกถอนนิติกรรมของลูกหนี้ 👨🏻‍⚖️

❤️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2568 ♥️ :

= 👨🏻‍⚖️สถานะ ลูกหนี้ : หากได้กระทำลงไปทั้งรู้อยู่ว่า จะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ( อาทิเช่น ไม่มีทรัพย์สินชำระหนี้ )

= 👨🏻‍⚖️เจ้าหนี้ย่อมที่จะขอต่อศาล ให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมนั้นๆ ที่ลูกหนี้ได้กระทำลงไป และ ทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ‼️

✅ มาตรา 237 ถึง 240 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

✅ มาตรา 850 ถึง 852 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

#ทนายขนบรัฐ

#สำนักงานกฎหมายขนบรัฐ อุดมการไพศาล

#เพจ : ✅ KL Law‘s ✅

#ปรึกษาปัญหากฎหมายและแนวทางการต่อสู้คดี :

เบอร์ติดต่อ 087-496-0732

#เพิกถอนการฉ้อฉล

4/18 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้พบคดีและให้คำปรึกษาทางกฎหมายเกี่ยวกับการเพิกถอนนิติกรรม ฉันเข้าใจดีว่าการที่เจ้าหนี้จะสามารถขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมของลูกหนี้ได้นั้น ต้องมีความชัดเจนว่า นิติกรรมนั้นเป็นการทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบอย่างชัดเจน เช่น ลูกหนี้โอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ หรือทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับคดีได้ตามสิทธิที่ควรจะได้รับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2568 ได้ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ลูกหนี้ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและได้โอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินพิพาทให้แก่บุคคลที่สองก่อนทำสัญญาดังกล่าว แต่ลูกหนี้ยังคงเป็นลูกหนี้ตามสัญญาใหม่ ซึ่งการโอนที่ดินนั้นทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบอย่างชัดเจน เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ถึง 240 ซึ่งว่าด้วยการเพิกถอนนิติกรรมที่ทำโดยเจตนาหลอกลวง หรือมีการฉ้อฉล ในทางปฏิบัติ เจ้าหนี้ควรใช้สิทธินี้อย่างระมัดระวัง โดยเตรียมหลักฐานและเหตุผลที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนคำฟ้อง เนื่องจากศาลจะพิจารณาอย่างละเอียดถึงเจตนาของลูกหนี้และผลกระทบต่อเจ้าหนี้ ความรู้กฎหมายที่ถูกต้องและคำปรึกษาจากทนายความที่มีความเชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเต็มที่ และสามารถเรียกร้องให้ยกเลิกนิติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการบังคับคดีได้ สำหรับผู้ที่เจอสถานการณ์นี้ แนะนำให้ปรึกษากับสำนักงานกฎหมายเพื่อวางแผนดำเนินการฟ้องร้อง และทำความเข้าใจสิทธิและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาผลประโยชน์ทางการเงินของตนเองได้อย่างเหมาะสม