ยักยอกโดยจำนำรถยนต์ ประกอบการกู้ยืม👨🏻⚖️
❤️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2209/2567 ♥️ :
= 👨🏻⚖️ ผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อจำเลย “ขอกู้ยืมเงิน+จำนำรถกระบะ+จำเลยรับมอบรถยนต์ไว้ในครอบครองแล้ว” เพื่อเป็นประกันเงินกู้ ⛔️
= 👨🏻⚖️พฤติกรรมจำเลย👨🏻⚖️ : จำเลยมีการกระทำ คือ
๑. ย้ายที่อยู่ไม่แจ้งผู้เสียหายที่ 2 + ๒. ตัดขาดการติดต่อผู้เสียหายที่ 2 + ๓. ไม่ทวงถามให้ผู้เสียหายที่ 2 ชำระหนี้ + ๔. อ้างว่าไม่ได้รับมอบร ถยนต์ผู้เสียหายที่ 2 = ⛔️บ่งชี้จำเลยเจตนาเบียดบังและเอารถยนต์ไปโดยทุจริต⛔️✅
🎉❤️การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานยักยอก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ❤️‼️
✅ มาตรา 352 ประมวลกฎหมายอาญา 👨🏻⚖️
#สำนักงานกฎหมายขนบรัฐ อุดมการไพศาล
#เพจ : ✅ KL Law‘s ✅
#ปรึกษาปัญหากฎหมายและแนวทางการต่อสู้คดี :
เบอร์ติดต่อ 087-496-0732
จากประสบการณ์ที่เคยได้ยินและศึกษาคดีเกี่ยวกับการจำนำรถยนต์ประกอบการกู้ยืมเงิน พบว่าเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องควรระมัดระวังอย่างมาก เพราะวิธีการนี้มีโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายได้หลายกรณี โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายที่รับรถไปประกอบการกู้ยืมมีพฤติกรรมที่ไม่สุจริต เช่น การยักยอกทรัพย์หรือไม่คืนรถเมื่อครบกำหนดเวลาในสัญญากู้ ในกรณีนี้ ศาลฎีกาได้ชี้แจงถึงเจตนาที่ชัดเจนในการยักยอกทรัพย์ คือ การที่จำเลยไม่แจ้งย้ายที่อยู่ ตัดขาดการติดต่อ หรือแม้แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้รับมอบรถยนต์ แม้ผู้เสียหายจะยังไม่ชำระหนี้ครบถ้วน แต่ยังคงเรียกร้องให้ได้รถคืนตามสิทธิ์ ถือเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าจำเลยตั้งใจใช้รถยนต์ไปในทางทุจริต อย่างไรก็ตาม กรณีลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการระบุเงื่อนไขและสัญญาให้ชัดเจนและครอบคลุมทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต\n\nทั้งนี้ การจำนำรถยนต์เพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกันเงินกู้นั้น ผู้กู้ควรเลือกสถาบันการเงินหรือผู้ให้กู้ที่มีความน่าเชื่อถือ และควรเก็บหลักฐานการทำสัญญาอย่างละเอียดเพื่อป้องกันความเสียหายทางกฎหมาย หากประสบปัญหาควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่เข้าใจในคดียักยอกทรัพย์และประเด็นเกี่ยวกับการจำนำรถยนต์โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำและแนวทางการดำเนินคดีที่ถูกต้องตามกฎหมายในปัจจุบัน\n\nจุดสำคัญที่ได้เรียนรู้จากกรณีนี้คือ ความรู้และความเข้าใจในข้อกฎหมายอย่างลึกซึ้งก่อนจะตัดสินใจเข้าทำธุรกรรมใดๆ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงและประหยัดเวลาในการแก้ปัญหาทางกฎหมายในอนาคตได้มากทีเดียว
