“ น้ำมาแล้ว ! น้ำมาแล้ว ! ออกมา !”
ปีที่แล้ว ฉันดูข่าวน้ำท่วมจังหวัดน่านจากกรุงเทพฯ
เห็นน้ำสูง
เห็นการอพยพ
เห็นการสูญเสีย ความเสียหาย
เห็นเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ
ฉันสงสารคนที่อยู่ตรงนั้น
และ ณตอนนั้นคิดว่าตัวเองเข้าใจว่าพวกเขากำลังลำบาก
ฉันยังเคยคิดด้วยว่า
คนในพื้นที่คงรู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร
เพราะอยู่กับแม่น้ำมานาน
รู้ว่าตรงไหนต่ำ ตรงไหนสูง
ตรงไหนควรหนีไปก่อน
มีการเตรียมตัวพร้อมแล้ว
แล้วข่าวก็ผ่านไป
เหมือนข่าวอีกหลายเรื่องที่เราเคยดู
จนปีนี้...
ฉันเดินทางไปจังหวัดน่านเพื่อร่วมงานศพผู้ใหญ่ที่เคารพ
ตั้งแต่ช่วงบ่ายมีประกาศเตือนว่าน้ำจะล้นตลิ่ง
ผู้คนเริ่มย้ายขนของขึ้นที่สูง
เตรียมรับน้ำกันแล้ว
ตามท้องถนนเห็นรถมอเตอร์ไซต์
ขึ้นเรียงเต็มท้ายรถกระบะ
รถที่วิ่งอยู่มองเข้าไปก็จะเห็นของเต็มรถทุกคัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยเห็นจากข่าว
ความรู้สึกของคนที่กำลังรอว่า
น้ำจะมาถึงตัวเองเมื่อไร
งานศพอยู่ที่วัดใกล้แนวกั้นริมแม่น้ำน่าน
ตอนฉันไปยืนดู ริมแม่น้ำน่าน
ระดับน้ำสูงมากแล้ว เกือบล้นเบอริเอ้อที่กั้นน้ำ
ฉันปีนขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นเพื่อถ่ายรูปส่งให้ลูก
ลูกเห็นแล้วรีบทัก
“แม่ไปยืนตรงนั้นทำไม
น้ำแรงขนาดนั้น
ถ้าตกลงไปล่ะ
แล้วถ้าแนวกั้นพัง แม่จะหนียังไง
ว่ายน้ำก็ไม่เป็น”
ฉันยังตอบลูกแบบคนที่ยืนดูน้ำว่า
“มันจะมาพังอะไรตอนที่แม่ยืนอยู่นี่นะ
คนอื่นเขาก็มายืนดูกันตั้งเยอะ”
ตอนนั้นฉันรู้ว่าน้ำสูง
รู้ว่าน้ำในแม่น้ำไหลแรง
รู้ว่ามีความเสี่ยง
แต่ฉันยังไม่ได้รู้สึกว่า
ภัยที่กำลังจะมาถึง นั้นเป็นอย่างไร
จนกระทั่งค่ำลง
ระหว่างที่พระกำลังสวด พระอภิธรรมคืนสุดท้าย
พิธียังไม่ทันจบ
เสียงหนึ่งดังขึ้น
“น้ำมาแล้ว! น้ำมาแล้ว! ออกมา!”
ทุกคนลุกขึ้น…
รีบออกจากศาลา
บางคนรีบไปหารถของตัวเอง
บางคนช่วยกันขนของขึ้นที่สูง
คนหนุ่มหลายคนช่วยกันยกสิ่งของ
และเคลื่อนโลงขึ้นรถหกล้อที่เตรียมไว้
ส่วนฉันออกมาแล้วก็ยืน อยู่ตรงนั้น!
และเป็นครั้งแรกที่รู้ว่า
การที่เห็นว่าน้ำมา
กับการรู้ว่าน้ำกำลังมาหาเรา
เป็นคนละความรู้สึกกัน
ข้างนอกวัดมืด
พื้นถนนเต็มไปด้วยน้ำที่เริ่มสูงขึ้น
ฉันมองไม่เห็นว่าน้ำมาจากไหน มากเท่าไร
ไม่รู้ว่ามันกำลังขึ้นเร็วแค่ไหน
ไม่รู้ว่าอีกสิบนาทีพื้นที่ที่ฉันยืนอยู่จะเป็นอย่างไร
ตอนนั้นเอง
ความทรงจำตอนเด็กที่ฉันเคยจมน้ำเกือบเอาชีวิตไม่รอด
การที่ต้องดิ้นรนความรู้สึกนั้นผุดขึ้นมา
ฉันว่ายน้ำไม่เป็น
และฉันรู้ทันที ที่เห็นน้ำเริ ่มขึ้นมา
ฉันจะไม่เดินลุยน้ำออกไปในความมืดเด็ดขาด
ฉันไม่ได้วิ่งตามคนอื่น
ฉันยืนรอรถที่จะมารับ
พร้อมกับมองหาทางรอดอื่นไว้ในใจ
ถ้ารถมารับไม่ได้
ฉันจะขึ้นไปอยู่บนกุฏิพระ เพราะตรงนั้นสูง
มีสามชั้น พระอยู่ได้
อีกทางหนึ่ง
ฉันจะขอขึ้นรถหกล้อคัน ที่บรรทุกโลงศพออกไป
ตอนดูข่าว
เราเห็นคนอพยพ
แต่เราอาจไม่เคยรู้ว่า
ในไม่กี่นาทีก่อนที่คนคนหนึ่งจะอพยพออก
เขาคิดหาทางรอดให้ตัวเองไว้กี่ทาง
ในที่สุดรถก็มาถึง
ทันทีที่ขึ้นรถ
ฉันถามคนขับก่อนให้แน่ใจ…
“ไปได้ไหม?”
น้ำขึ้นมาเต็มล้อแล้ว
“ ไปได้ครับ… ยังทัน”
บางช่วงถนนต่ำ น้ำกระแทกรถสูง
ฉันถามอีก
“รถจะดับไหม?”
เขาตอบ
“ได้ครับ ได้ครับ”
เวลานั้นฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากชีวิตมากเลย
ขอเพียงให้รถไปต่อได้
จนกระทั่งคนขับบอกว่า
“พ้นแล้วครับ กำลังขึ้นที่สูงแล้ว”
ฉันรู้ว่าตัวเองรอดออกมาแล้วจริง ๆ
“ แล้วคนอื่นล่ะ ออกมากันได้หรือยัง?”
เมื่อไปถึงที่พักหลายๆคนออกมานั่งติดตามข่าวกัน
และฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
คนพื้นที่ บางคนไม่ได้จองที่พักไว้
เพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะต้องมานอนโรงแรม
แต่เมื่อบ้านของตัวเองเป็นที่ที่กลับไปไม่ได้
เมื่อที่พักเต็มทุกที่
น้ำใจแบ่งปันที่พักห้องหนึ่งพักกันหลายคน
ฉันเพิ่งเข้าใจว่า
ความคุ้นเคยกับภัย
ไม่ได้หมายความว่าเราจะควบคุมภ ัยได้
เราไม่มีทางรู้ทุกอย่างล่วงหน้า
ต้องมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทางเตรียมไว้
เมื่อสิ่งที่คิดไว้ใช้ไม่ได้
คำว่า “อพยพ” ที่เราเห็นบนหน้าข่าว
สำหรับคนคนหนึ่ง
อาจหมายถึงการออกจากบ้านมาโดยที่ยังไม่รู้เลยว่า
คืนนี้จะไปนอนที่ไหน
เช้าวันรุ่งขึ้น
ฉันกลับไปเห็นบริเวณหน้าวัดอีกครั้ง
จุดที่เมื่อคืนฉันยืนรอรถ
มีน้ำสูงมากแล้ว
ฉันมองมันแล้วคิดเพียงว่า
ถ้าเมื่อคืนฉันออกมาช้ากว่านั้น
รถคงออกไม่ได้
เย็นวันนั้น
ฉันกลับกรุงเทพฯ
เมื่อกลับมาแล้ว
ฉันเล่าให้ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งฟังว่า
“ไปน่านคราวนี้
กลายเป็นผู้ประสบภัยเสียเองค่ะ“
ท่านตอบว่า
“ดูข่าวอยู่”
เป็นคำตอบธรรมดามาก
เมื่อปีก่อน
ฉันเองก็เคยเป็นคนที่ “ดูข่าวอยู่”
จนวันที่ฉันได้เข้าไปอยู่ตรงนั้นเอง
ฉันถึงรู้ว่า
ข่าวทำให้เราเห็นว่า
เกิดอะไรขึ้น
แต่มีบางอย่างที่ภาพข่าวอาจพาเราเข้าไปไม่ถึง
คือความรู้สึก…
ของคนที่อยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่า
อีกสิบนาทีจะเกิดอะไรขึ้น
ไม่รู้ว่าน้ำจะขึ้นอีกเท่าไร
ไม่รู้ว่ารถจะออกทันไหม
ไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหน
ไม่รู้ว่าคนที่ยังอยู่ข้างหลังออกมากันหรือยัง
ที่บ้านน้ำจะท่วมสูงแค่ไหน
มีอะไรเสียหายมากไหมนะ
เมื่อน้ำลด
ข่าวอาจจบ
แต่เขายังต้องกลับไปเจอกับสิ่งที่น้ำทิ้งไว้
ฉันเคยเป็นคนดูน้ำ…
แล้ววันหนึ่ง
ฉันได้เข้าไปอยู่ในน้ำ…
จึงเพิ่งเข้าใจว่า
**คนที่เห็นน้ำ
กับคนที่อยู่ในน้ำ
อาจเห็นเหตุการณ์เดียวกัน
แต่ไม่ได้รู้สึกถึงมันเหมือนกัน**
หลังจากวันนั้น
เวลาฉันเห็นคำว่า
“ผู้ประสบภัย”
ฉันไม่ได้เห็นเพียงภาพน้ำท่วมอีกแล้ว
ฉันมักคิดต่อไปถึงสิ่งที่กล้องไม่ได้ถ่ายติดมาด้วยว่า...
คนที่อยู่ในน้ำนั้น
กำลังรู้สึกอะไรอยู่
...........
น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่หลายคนเคยรับรู้ผ่านทางข่าวสาร แต่การมาอยู่ในสถานการณ์จริงนั้น ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ครั้งหนึ่งที่ฉันได้ไปน่านเพื่อร่วมงานศพและอยู่ในช่วงเวลาน้ำท่วมครั้งใหญ่ ได้สัมผัสถึงความวิตกกังวลอย่างแท้จริงเมื่อเห็นน้ำสูงขึ้นจนเกือบล้นตลิ่งและสัมผัสถึงความไม่แน่นอนของชีวิตที่เกิดขึ้นทันที น้ำที่ไหลแรงและสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขหรือภาพข่าว แต่เป็นภัยคุกคามที่เข้ามาใกล้และกระทบกับชีวิตของเราอย่างแท้จริง จากประสบการณ์นั้น ฉันได้เรียนรู้ว่าการเตรียมพร้อมมีความสำคัญมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นการมีแผนที่หลายทางเลือกเผื่อเมื่อทางหนึ่งใช้ไม่ได้ การเตรียมเก็บของขึ้นที่สูง หรือการรู้จักทางหนีทีไล่ที่เชื่อถือได้ ถึงแม้จะเคยคิดว่าคนในพื้นที่มีความชำนาญและพร้อมรับมือกับน้ำท่วม แต่เมื่อวันนั้นมาถึง ความไม่แน่นอนและความกลัวก็ถาโถมเข้ามาเหมือนกัน นอกจากนี้ การอยู่ในเหตุการณ์ยังทำให้เข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังอพยพ หนึ่งในนั้นคือต้องเผชิญกับคำถามมากมาย ทั้งจะไปนอนที่ไหน จะปลอดภัยหรือไม่ และคนที่ยังอยู่ที่บ้านเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกนำเสนอเต็มที่ในข่าวสาร และเป็นสิ่งที่คนดูข่าวอย่างฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อน ประสบการณ์นี้ยังสอนให้ฉันเห็นคุณค่าของคนรอบข้างและความกล้าหาญของผู้คนในชุมชนที่ช่วยเหลือกัน และการแบ่งปันที่พักอย่างไม่ลังเลในเวลาวิกฤต น้ำท่วมไม่ใช่แค่ธรรมชาติที่ทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่คือบททดสอบของความเข้มแข็ง ความหวัง และความเป็นมนุษย์ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก สำหรับใครที่เคยอยู่ไกลจากน้ำท่วม อยากให้ลองมองลึกลงไปนอกเหนือภาพข่าว เพื่อเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้ประสบภัยจริง ๆ และรู้จักเตรียมพร้อม ปรับตัว เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น