ใต้แสงเทียน ภาค2

ใต้แสงเทียน ภาค(จบ)

Candle Shadow

ลมหนาวพัดกรรโชกจนใบจามจุรีร่วงพรูลงบนม้านั่งหินอ่อน บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก หลังจากคำประกาศกร้าวของเต๋อที่ว่าจะกลับไปที่ตึกนั้นใหม่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกเลย ทุกคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง กานต์มองไปที่เพื่อนทีละคน แววตาที่เคยสดใสของทุกคนตอนนี้เหลือเพียงความหวาดระแวงและเหนื่อยล้า

เวลา 23:45 น. ทั้ง 7 คนมายืนรวมตัวกันที่หน้าตึกหลังคณะอีกครั้ง แสงไฟทางเดินกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับลงเหมือนจงใจต้อนรับการกลับมาของพวกเขา กลิ่นอับชื้นและกลิ่นธูปจางๆ ลอยมาตามลม

“ถ้าใครจะถอย... ถอยตอนนี้ยังทันนะ” กานต์กระซิบ เสียงของเขาเครืออยู่ในลำคอ

“มาขนาดนี้แล้วกานต์... ถ้าไม่จบเรื่องนี้ คืนนี้กูก็คงนอนไม่หลับอยู่ดี” เมย์ พูดพลางกระชับกระเป๋าเป้แน่น ในนั้นมีเทียนไขและไฟแช็กที่เตรียมมาใหม่

พวกเขาเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว จนมาถึงหน้าห้องท้ายสุดของชั้น 2 ประตูไม้บานเดิมถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ ราวกับรอคอยการมาเยือนของพวกเขาอยู่แล้ว

กลางห้องโถงกว้าง มีเทียนเล่มหนึ่งถูกจุดทิ้งไว้ล่วงหน้า แสงสีส้มริบหรี่ส่องให้เห็น "รุ่นพี่" นั่งรออยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าตัวเดิม เขายังคงดูหล่อเหลาและสง่างาม แต่ดวงตาสีดำสนิทนั่นดูเหมือนจะกว้างขึ้นและลึกขึ้นกว่าเดิม

“มากันเร็วกว่าที่คิดนะครับ” รุ่นพี่เอ่ยทักทาย รอยยิ้มของเขาดูเย็นเยียบ “เตรียมคำตอบสำหรับคำถามเรื่อง ‘ดวงตา’ มาแล้วหรือยัง?”

“พวกกูไม่ตอบ!” เต๋อตะโกนออกไป “พวกกูมาเพื่อยกเลิกคำขอทั้งหมด เอาเพื่อนพวกกูคืนมา แล้วมึงจะเอาอะไรไปก็เอาไป!”

รุ่นพี่หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูเหมือนเสียงแก้วร้าว “ผมบอกไปแล้วไงครับ... คำขอน่ะยกเลิกไม่ได้ แต่ถ้าอยากได้เพื่อนคืน... ผมมีกติกาใหม่ที่ ‘ยุติธรรม’ กว่าเดิม”

เขาสะบัดมือเบาๆ ทันใดนั้น เงาบนผนังของทุกคนก็เริ่มบิดเบี้ยวและแยกตัวออกมาประจันหน้ากับเจ้าของร่าง!

“กติกาคือ... ‘การสารภาพบาป’” รุ่นพี่พูดต่อ “ใครก็ตามที่กล้าสารภาพความลับที่มืดดำที่สุดของตัวเองออกมาต่อหน้าเพื่อนทุกคน... ผมจะคืนเพื่อนให้ 1 คน ต่อ 1 ความลับ แต่ถ้าความลับนั้นเป็นเรื่องโกหก...ผมจะดึงทุกคนเข้าสู่อีกโลกนึงทันที

ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง นัท เมย์ กานต์ นนท์ เต๋อ และเอกต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ความลับที่แต่ละคนเก็บซ่อนไว้คืออาวุธร้ายแรงที่อาจทำลายความสัมพันธ์ที่เหลืออยู่ได้ในพริบตา

“กูเริ่มเอง!” นนท์ โพล่งขึ้นมา เขาเดินออกไปข้างหน้าเงาของตัวเองที่กำลังแสยะยิ้ม “เมื่อสองปีก่อน... ที่แมวของเมย์หายไป แล้วมึงร้องไห้แทบเป็นแทบตาย... กูเอง... กูนั่นแหละที่เป็นคนเอามันไปปล่อยทิ้งที่วัด เพราะกูรำคาญที่มึงสนใจแต่มันมากกว่ากู!”

เมย์เบิกตากว้าง “มึงทำแบบนั้นเหรอไอ้นนท์? มึงรู้มั้ยกูเสียใจขนาดไหน แต่มึงกลับทำร้ายความรู้สึกกูได้ลงคอ

“กูขอโทษเมย์! กูมันเลวเอง!”

ทันทีที่สิ้นคำสารภาพ ร่างของ อาร์ต ก็ค่อยๆ ปรากฏกายออกมาจากเงามืดหลังห้อง เขาล้มลงบนพื้นหอบหายใจรวยริน ร่างกายซูบผอมราวกับขาดสารอาหารมาแรมปี

“เหลืออีกสองคนนะครับ...” รุ่นพี่เปรยขึ้นอย่างสนุกสนาน “ใครจะเป็นคนต่อไป? ความลับเรื่องขโมยข้อสอบของน้องเมย์? หรือความลับเรื่องดาวคณะของฝ้ายดีน๊า? หรือจะเป็นความลับของ... น้องกานต์?!

รุ่นพี่หันไปจ้องกานต์ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “ความลับของพี่’ ที่น้องรู้ดีกว่าใครเพื่อน... บอกเพื่อนๆ ไปสิครับน้องกานต์ ว่าจริงๆ แล้วน้องคือใคร

ทุกคนหันไปมองกานต์เป็นตาเดียว กานต์ยืนนิ่ง มือของเขาสั่นเทา แว่นตาของเขาสะท้อนแสงเทียนจนมองไม่เห็นดวงตา

“กานต์... มึงมีความลับอะไรปิดบังพวกกูอยู่อีก?” เมย์ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

กานต์เงยหน้าขึ้น รอยยิ้มที่ค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของเขาเริ่มดูคล้ายกับรุ่นพี่ปริศนามากขึ้นทุกที

เสียงปรบมือดัง แปะ! แปะ! ของรุ่นพี่ทำลายความเงียบที่หนักอึ้ง เขาหัวเราะในลำคอพลางมองกานต์ด้วยสายตาเอ็นดู “เอ้า! อย่าเงียบสิครับน้องกานต์ เพื่อนๆ รอฟังอยู่... ถ้าน้องไม่พูด พี่พูดแทนให้ได้นะ”

บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงฉับพลัน นนท์ ฝ้าย เมย์ เต๋อ และนัท ต่างขยับถอยห่างจากกานต์โดยสัญชาตญาณ ความเชื่อใจที่เคยมีพังทลายลงเหมือนปราสาททราย

“ไอ้กานต์... ถ้ามึงเห็นพวกกูเป็นเพื่อนจริง มึงบอกพวกกูมาว่าสิ่งที่ไอ้รุ่นพี่นี่พูดมันหมายความว่าไง!” เต๋อ ตะโกนถามด้วยเสียงสั่นเครือ มือของเขากำสายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด

“มันไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ! มึงจะมาจับผิดกูเพราะสิ่งที่ผีพูดเนี่ยนะ!” กานต์สวนกลับทันควัน แต่หยดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมกลับทรยศคำพูดของเขา

นนท์ ที่อดทนมาถึงขีดสุดพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อกานต์จนหน้าทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ เขาง้างหมัดขึ้นพลางแผดเสียง “ไอ้กานต์! สรุปสิ่งที่กูคิดมันคือเรื่องจริงใช่มั้ย? มึงเป็นพวกเดียวกับมันใช่มั้ย! มึงหลอกพาพวกกูมาตาย!”

“ถ้ากูเป็นพวกเดียวกับมัน กูคงฆ่าพวกมึงไปแล้ว!” กานต์ตะคอกใส่หน้านนท์ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความโกรธและหวาดกลัว

รุ่นพี่ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง เสียงดีดนิ้วนั้นดังชัดเจนเหมือนระเบิดในสมองของกานต์ ร่างของกานต์กระตุกวูบ ลมหายใจเริ่มขาดช่วง

“กานต์เอ๋ย...” รุ่นพี่ขึ้นเสียงดังด้วยความโมโห แววตาของเขาจ้องเขม็งไปที่กานต์เพียงคนเดียว บรรยากาศรอบตัวกานต์เริ่มบิดเบี้ยวจนเขาเห็นใบหน้าของเพื่อนๆ กลายเป็นซากศพที่กำลังรุมทึ้งเขา “มึงจะหลอกตัวเองไปถึงไหน? บอกเพื่อนไปสิ... ว่าทำไมมึงถึง

รู้เรื่องของกูดีกว่าใคร และทำไมถึงรู้ว่ากูจะปรากฏตัวตอนไหน... และทำไม... มึงถึงหน้าตาเหมือน.....

รุ่นพี่ก่อนจะชะงักคำพูดไว้กลางอากาศ

เอาเป็นว่าให้เพื่อนๆมึงดูเอาเองแล้วกันนะ

รุ่นพี่สะบัดมือส่งรูปถ่ายใบหนึ่งลอยไปตกตรงหน้าเมย์ เมย์หยิบขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา มันคือรูปรับปริญญาเมื่อหลายสิบปีก่อน ในรูปนั้นมีรุ่นพี่ยืนยิ้มอยู่... และข้างๆ กันนั้นคือชายหนุ่มที่สวมแว่นตาหนาเตอะ หน้าตาเหมือนกานต์ทุกประการ!

“กานต์... นี่มันรูปมึงนี่?” เมย์พูดเสียงแผ่ว “แต่รูปนี้มัน... 10ปีที่แล้วนี่!

กานต์ทรุดลงกับพื้นพลางกุมหัวตัวเองร้องโหยหวน รอยยิ้มที่เคยพยายามฝืนไว้ค่อยๆ บิดเบี้ยวจนน่าเกลียดน่ากลัว แว่นตาของเขาหลุดออก เผยให้เห็นดวงตาที่เป็นสีดำสนิทไม่มีตาขาว

“ฮ่า... ฮ่าๆๆๆ!” เสียงหัวเราะที่ออกมาจากปากกานต์เริ่มซ้อนทับกับเสียงของรุ่นพี่จนเป็นร่างเดียวกัน

“พวกมึงมันโง่จริงๆ...กานต์เงยหน้าขึ้น แต่คราวนี้ผิวหนังบนหน้าของเขาค่อยๆ ตึงและหล่อเหลาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นใบหน้าเดียวกับรุ่นพี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้!

“รุ่นพี่น่ะไม่มีอยู่จริงหรอก...” ร่างของรุ่นพี่บนเก้าอี้ค่อยๆ เลือนหายกลายเป็นควันดำพุ่งเข้าไปรวมกับร่างของกานต์ “มีแต่กู... ที่แบ่งภาคออกมาเล่นละครตบตาพวกมึง!

ทุกคนแทบหยุดหายใจ เมื่อความจริงปรากฏว่า กานต์และรุ่นพี่คือคนคนเดียวกัน! กานต์คือวิญญาณอาฆาตที่สิงสู่อยู่ในตึกนี้มานาน เขาไม่ได้เป็นนักศึกษา แต่เขา "สร้าง" ตัวตนกานต์ขึ้นมาเพื่อแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มเพื่อนทุกๆ 10 ปี เพื่อหาเหยื่อมาสังเวยความแค้นครั้งนั้น

“กูไม่ได้พาพวกมึงมาที่นี่...” กานต์ (ในร่างรุ่นพี่ที่สมบูรณ์) ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามท่ามกลางเงาดำที่แผ่ขยายไปทั่วห้อง “แต่กูเลี้ยงพวกมึงมาตลอดหนึ่งปี เพื่อให้พวกมึงสร้างบาปให้หนักพอที่กูจะกินวิญญาณได้โดยไม่ผิดกฎนรก!

เขามองไปที่ฝ้ายที่สติแตกไปแล้ว และมองไปที่นนท์ที่ยังกำหมัดค้างอยู่

“นนท์... มึงจำได้มั้ยว่าใครเป็นคนยุให้มึงเกลียดกู? ใครเป็นคนกระซิบข้างหูให้มึงกระชากคอเสื้อกู? ก็คือกูนี่แหละ... กูสร้างสถานการณ์ให้พวกมึง 'เกลียดกันเอง เพราะวิญญาณที่อาบด้วยความเกลียดชัง... มันรสชาติดีที่สุด!

กานต์ก้าวเดินเข้าหาเพื่อนที่เหลือช้าๆ ลมพัดแรงจนประตูห้องปิดตายสนิท

เอาล่ะ... ใครจะเป็นคนต่อไปดีเอ่ย?

ไม่...ไม่จริง! มันไม่จริงใช่มั้ย!” ฝ้ายเข่าทรุดแววตาของเธอแตกสลายไปนานแล้ว เธอพยายามจ้องมองไปที่กระจกเงาบานเก่า แต่ภาพที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่เด็กสาวดาวคณะวัยใส แต่เป็นซากศพที่เริ่มเน่าเปื่อยในชุดนักศึกษา

เมย์ ยืนนิ่งกำหมัดแน่น น้ำตาแห่งความโกรธและเสียใจไหลอาบแก้ม เธอไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนที่เธอแอบห่วงใยมาตลอดจะกลายเป็นปีศาจที่วางแผนปลิดชีพพวกเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วน นนท์ แม้จะหวาดกลัวจนสั่นไปทั้งตัว แต่ความแค้นที่ถูกหักหลังก็ทำให้เขาตะโกนถามเสียงลั่น

“พวกกูไปทำอะไรให้มึง! ทำ...ไม...มึงถึงทำแบบนี้กับพวกกู!

“หึ.... เสียงของรุ่นพี่ในร่างกานต์เย็นเยียบ

ทำไมงั้นเหรอ? ได้!เดี๋ยวกูจะเรียกความทรงจำพวกมึงกลับมาเอง มึงจำไม่ได้แล้วเหรอว่า 10 ปีที่แล้ว... พวกมึงทำอะไรกับกูไว้!

เต๋อถอยหลังหนีจนชนกำแพง แววตาเลิกลั่กด้วยความหวาดระแวง ส่วนคนอื่นๆ ต่างนิ่งเงียบ

ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาเลยสักคน

เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนกูเข้ามหาลัยนี้แรกๆ... กานต์ (ในร่างรุ่นพี่) ก้าวเดินช้าๆ รัศมีแห่งความตายแผ่ออกมาจนบรรยากาศรอบข้างบิดเบี้ยว “พวกมึงรับน้องกูด้วยจิตใจที่โหดเหี้ยม! มอมเหล้ากูจนกูแทบประคองสติไม่ได้ แล้วพวกมึงก็ตั้งเกมโง่ๆ ขึ้นมา... ให้กูเดินข้ามเชือกที่กั้นไว้สูงแค่คืบเพื่อไปหยิบขวดเหล้าขวดนั้น ซึ่งพวกมึงก็รู้อยู่แล้วว่าตรงนั้นมันคือขอบตึก! ระยะเดินไม่กี่ก้าวที่พวกมึงกั้นไว้... มันคือทางไปลงนรกของกู!

กานต์หยุดตรงหน้า เต๋อ พลางเชยคางเพื่อนขึ้นด้วยมือที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง “มึงจำได้มั้ยเต๋อ? มึงเป็นคนเสนอให้พวกมันลากศพกูที่หัวฟาดพื้นดับคาที่มาไว้ในห้องนี้... ขังกูไว้ในตึกเก่าที่ไม่มีใครย่างกรายเข้ามา เพื่อปิดบังความผิด ในขณะที่พวกมึงไปฉลองกันอย่างสนุกสนาน!”

“ไม่จริง! ถ้ามึงตายไปแล้ว มึงจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ไง!” นัด สวนขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ พยายามหาเหตุผลมาหักล้างความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ

“ก็เพราะกูได้พลังและเลือดจากเพื่อนของพวกมึงที่สังเวยมาให้กูทุกๆ 10 ปีไงล่ะ!” รุ่นพี่ระเบิดหัวเราะ ใบหน้าของเขาตอนนี้หล่อเหลาไร้ที่ติ ผิวพรรณเปล่งปลั่งจนดูไม่เหมือนผี “มึงรู้มั้ยกูใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะได้จิตและเลือดเนื้อที่สมบูรณ์แบบจนได้ร่างกายมนุษย์แบบนี้! ทุกๆ 10 ปี กูจะกลับมาในร่างของ 'กานต์' เพื่อมาพบน้องๆ รุ่นใหม่... หรือพูดให้ถูกก็คือ 'กูคนเดิมในร่างใหม่' เพื่อล่อพวกมึงกลับมาเช็คบิล!

“มึงพูดเรื่องอะไร 10 ปีที่แล้ว? พวกกูเพิ่งจะอายุ 20 กันนะกานต์!” เอก ตะโกนขัด “พวกกูไปรับน้องมึงตอนไหน มึงบ้าไปแล้วเหรอ!”

รุ่นพี่ในร่างกานต์หยุดนิ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มที่ทำให้ทุกคนใจหล่นวูบถึงตาตุ่ม เขาเดินไปที่กระจกเงาเก่าๆ ในห้อง แล้วกวักมือเรียกทุกคนอย่างใจเย็น “นั่นแหละคือส่วนที่สนุกที่สุด... ลองมาส่องกระจกดูสิ... แล้วมึงจะเห็นว่า 'วิญญาณ' ข้างในของพวกมึง มันแก่และเน่าเฟะขนาดไหน

เมย์เดินเข้าไปส่องกระจกเป็นคนแรก และเธอก็ต้องกรีดร้องจนสุดเสียง ภาพที่สะท้อนออกมาไม่ใช่สาวมหา’ลัยวัย 20 แต่เป็นหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นและสวมชุดนักศึกษารุ่นเมื่อ 10 ปีก่อน! นนท์มองมือตัวเองที่เป็นมือของชายวัย 30 กว่าที่มีรอยสักเก่าคร่ำคร่า

“พวกมึงนั่นแหละที่ตายไปแล้ว!” รุ่นพี่เฉลยความจริงที่สยดสยองที่สุด “พวกมึงตายไปในอุบัติเหตุรถคว่ำหลังจากวันที่พวกมึงรับน้องกูได้ไม่นาน! แต่จิตอาฆาตของกูไม่ยอมให้พวกมึงไปผุดไปเกิด กูขังวิญญาณพวกมึงไว้ในลูปของ 'นักศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกมึงต้องมาเรียน และใช้ชีวิตปกติในทุกๆวัน ถูกกูฆ่าตายซ้ำๆ ทุกๆ 10 ปี โดยที่พวกมึงจำอะไรไม่ได้เลย! หึ..น่าสมเพชดีนะครับเพื่อนรัก

กานต์ (รุ่นพี่) กางแขนออก แสงเทียนสว่างจ้าขึ้นท่วมห้อง เงาของทุกคนบนผนังกลับกลายเป็นร่างศพที่เน่าเปื่อยในสภาพที่ตายต่างกันไป

“ความลับที่กูจะบอกกานต์ก็คือ... กูไม่ได้หลอกพวกมึงมาตาย แต่พวกมึง 'ตายแล้ว และกูแค่เรียกพวกมึงมาเพื่อ ชำระแค้น!

เขามองดูเมย์ นนท์ นัท ฝ้าย และคนอื่นๆ ที่ผิวหนังเริ่มหลุดลอกกลับสู่สภาพศพตามจริง ร่างวิญญาณเหล่านั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อความทรงจำดั่งเดิมไหลย้อนกลับมา

“เอาล่ะ... ร่างมนุษย์ของกูสมบูรณ์แล้ว ขอบคุณสำหรับเลือดและเนื้อนะครับเพื่อนรัก... แล้วเจอกันใหม่ชาติหน้า..

รุ่นพี่เดินออกจากห้องไปอย่างใจเย็น เสียงประตูปิดตายดัง ปัง! ททททิ้งให้เสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกจองจำดังระงมอยู่ในความมืดมิด..

(บทส่งท้ายตอนจบ) ใต้แสงเทียน

เสียงประตูปิดตายดัง ปัง! สนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงค้อนพิพากษาของยมทูต ภายในห้องโถงนั้นเหลือเพียงความมืดมิดที่ฉีกกระชากวิญญาณของเมย์ นนท์ ฝ้าย และเพื่อนคนอื่นๆ ให้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความทรงจำอันอัปยศ ภาพอุบัติเหตุรถคว่ำ เลือดที่นองเต็มถนน และวินาทีที่วิญญาณของพวกเขาถูกกระชากกลับมายังตึกนี้ไหลย้อนกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนฟิล์มหนังที่ถูกฉายวนซ้ำๆ

"ปล่อยกูไป! กูขอโทษ! กานต์... ปล่อยกูไป!" เสียงกรีดร้องอ้อนวอนดังระงม แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงนั้นอีกต่อไป เพราะในโลกของคนเป็น พวกเขาหายสาบสูญไปนานนับทศวรรษแล้ว

แสงตะวันของ "กานต์" คนใหม่

ท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายที่สาดส่องลงมายังมหาวิทยาลัย นักศึกษาชายคนหนึ่งเดินฮัมเพลงออกมาจากตึกหลังคณะอย่างอารมณ์ดี เขาถอดแว่นตาหนาเตอะออกแล้วขยี้ผมที่เคยยุ่งเหยิงให้เข้าทรง ใบหน้าที่สะท้อนกับกระจกหน้าต่างอาคารเรียนคือใบหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด หล่อเหลา สง่างาม และที่สำคัญที่สุด... มันมีความร้อนของเลือดเนื้อจริงๆ

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดื่มด่ำกับกลิ่นอายของอิสรภาพที่รอคอยมาถึง 10 ปี

"อา... ร่างมนุษย์นี่มันดีจริงๆ" เขากระซิบกับตัวเองพลางลูบผิวหนังที่แขนซึ่งเรียบเนียนไร้รอยแผล

กานต์เดินตรงไปยังลานจามจุรี ม้านั่งหินอ่อน เขานั่งลงแล้วหยิบสมุดจดเล่มเล็กขึ้นมาเขียนบางอย่างลงไปอย่างใจเย็น

บัญชีแค้นกลุ่มที่ 10 เร็จสมบูรณ์

เหยื่อรายใหม่ในโลกใบเดิม

ในขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้น กลุ่มนักศึกษาเฟรชชี่ปี 1 เดินผ่านมาพอดี พวกเขากำลังกางแผนที่มหาวิทยาลัยด้วยท่าทางเลิกลั่ก หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มหน้าตาซื่อๆ คนหนึ่งที่เดินเข้ามาทักเขา

"ขอโทษนะครับพี่... พอดีพวกผมหาตึกศิลปศาสตร์ไม่เจอ พี่พอจะทราบไหมครับว่าไปทางไหน?"

กานต์เงยหน้าขึ้น ส่งรอยยิ้มที่อบอุ่นและใจดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมีให้ แววตาของเขาเป็นประกายสดใส แต่หากสังเกตให้ดี ในส่วนลึกของรูม่านตานั้นกลับมีเงาของคนนับสิบกำลังดิ้นรนอยู่ในกองเพลิง

"อ๋อ... ตึกนั้นอยู่หลังคณะพี่เองครับ เดินไกลหน่อย เดี๋ยวพี่พาไปส่งเอง" กานต์ลุกขึ้นยืนพลางตบบ่าเด็กหนุ่มคนนั้นเบาๆ "ชื่ออะไรกันบ้างล่ะเรา? พี่ชื่อ กานต์ นะ เป็นรุ่นพี่ปี 2... ยินดีที่ได้รู้จักนะเพื่อนใหม่"

เด็กกลุ่มนั้นยิ้มแย้มอย่างดีใจที่เจอพี่ใจดี โดยไม่รู้เลยว่าก้าวแต่ละก้าวที่เดินตามแผ่นหลังอันสง่างามนั้น คือก้าวที่พวเขาค่อยๆ เดินออกจากโลกของคนเป็น... เพื่อไปเติมเต็ม "ลูป" แห่งความตายครั้งใหม่ที่กานต์กำลังจะเริ่มรังสรรค์ขึ้น

เงาสะท้อนในกระจก

ก่อนจะเดินพ้นลานจามจุรี กานต์เดินผ่านกระจกบานใหญ่หน้าตึกอำนวยการ เขาหยุดมองเงาสะท้อนของตัวเองครู่หนึ่ง เงาในกระจกนั้นไม่ได้มีแค่เขาเพียงคนเดียว แต่มีวิญญาณของเมย์ นนท์ และฝ้าย ยืนซ้อนหลังเขาอยู่ ใบหน้าของพวกเขาทุกทรมานและถูกเย็บปากไว้ด้วยลวดหนาม

กานต์ขยิบตาให้เงาในกระจกหนึ่งครั้ง ก่อนจะหันไปหาเด็กๆ ปี 1 แล้วพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง

"คืนนี้... พวกเรามาลองเล่นเกม 'รับน้อง' กันหน่อยไหมครับ? พี่มีห้องลับอยู่ห้องหนึ่งในตึกหลังคณะ... บรรยากาศดีมากเลยนะ

ลมหนาวพัดกรรโชกมาอีกครั้ง ใบจามจุรีร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน พร้อมกับเสียงนับถอยหลังเบาๆ ที่ลอยมากับลม...

"10... 9... 8... เริ่มเกมกันเถอะ"

[บริบูรณ์]

#ติดเทรนด์ #เทรนวันนี #นิยายผี #เรื่องเล่าผี

2025/12/26 แก้ไขเป็น
ค้นหา ·
แสงเทียน