ใต้แสงเทียน ภาค2
ใต้แสงเทียน ภาค(จบ)
ลมหนาวพัดกรรโชกจนใบจามจุรีร่วงพรูลงบนม้านั่งหินอ่อน บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าขนลุก หลังจากคำประกาศกร้าวของเต๋อที่ว่าจะกลับไปที่ตึกนั้นใหม่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกเลย ทุกคนต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง กานต์มองไปที่เพื่อนทีละคน แววตาที่เคยสดใสของทุกคนตอนนี้เหลือเพียงความหวาดระแวงและเหนื่อยล้า
เวลา 23:45 น. ทั้ง 7 คนมายืนรวมตัวกันที่หน้าตึกหลังคณะอีกครั้ง แสงไฟทางเดินกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับลงเหมือนจงใจต้อนรับการกลับมาของพวกเขา กลิ่นอับชื้นและกลิ่นธูปจางๆ ลอยมาตามลม
“ถ้าใครจะถอย... ถอยตอนนี้ยังทันนะ” กานต์กระซิบ เสียงของเขาเครืออยู่ในลำคอ
“มาขนาดนี้แล้วกานต์... ถ้าไม่จบเรื่องนี้ คืนนี้กูก็คงนอนไม่หลับอยู่ดี” เมย์ พูดพลางกระชับกระเป๋าเป้แน่น ในนั้นมีเทียนไขและไฟแช็กที่เตรียมมาใหม่
พวกเขาเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว จนมาถึงหน้าห้องท้ายสุดของชั้น 2 ประตูไม้บานเดิมถูกเปิดอ้าทิ้งไว้ ราวกับรอคอยการมาเยือนของพวกเขาอยู่แล้ว
กลางห้องโถงกว้าง มีเทียนเล่มหนึ่งถูกจุดทิ้งไว้ล่วงหน้า แสงสีส้มริบหรี่ส่องให้เห็น "รุ่นพี่" นั่งรออยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าตัวเดิม เขายังคงดูหล่อเหลาและสง่างาม แต่ดวงตาสีดำสนิทนั่นดูเหมือนจะกว้างขึ้นและลึกขึ้นกว่าเดิม
“มากันเร็วกว่าที่คิดนะครับ” รุ่นพี่เอ่ยทักทาย รอยยิ้มของเขาดูเย็นเยียบ “เตรียมคำตอบสำหรับคำถามเรื่อง ‘ดวงตา’ มาแล้วหรือยัง?”
“พวกกูไม่ตอบ!” เต๋อตะโกนออกไป “พวกกูมาเพื่อยกเลิกคำขอทั้งหมด เอาเพื่อนพวกกูคืนมา แล้วมึงจะเอาอะไรไปก็เอาไป!”
รุ่นพี่หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาฟังดูเหมือนเสียงแก้วร้าว “ผมบอกไปแล้วไงครับ... คำขอน่ะยกเลิกไม่ได้ แต่ถ้าอยากได้เพื่อนคืน... ผมมีกติกาใหม่ที่ ‘ยุติธรรม’ กว่าเดิม”
เขาสะบัดมือเบาๆ ทันใดนั้น เงาบนผนังของทุกคนก็เริ่มบิดเบี้ยวและแยกตัวออกมาประจันหน้ากับเจ้าของร่าง!
“กติกาคือ... ‘การสารภาพบาป’” รุ่นพี่พูดต่อ “ใครก็ตามที่ กล้าสารภาพความลับที่มืดดำที่สุดของตัวเองออกมาต่อหน้าเพื่อนทุกคน... ผมจะคืนเพื่อนให้ 1 คน ต่อ 1 ความลับ แต่ถ้าความลับนั้นเป็นเรื่องโกหก...ผมจะดึงทุกคนเข้าสู่อีกโลกนึงทันที
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง นัท เมย์ กานต์ นนท์ เต๋อ และเอกต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ความลับที่แต่ละคนเก็บซ่อนไว้คืออาวุธร้ายแรงที่อาจทำลายความสัมพันธ์ที่เหลืออยู่ได้ในพริบตา
“กูเริ่มเอง!” นนท์ โพล่งขึ้นมา เขาเดินออกไปข้างหน้าเงาของตัวเองที่กำลังแสยะยิ้ม “เมื่อสองปีก่อน... ที่แมวของเมย์หายไป แล้วมึงร้องไห้แทบเป็นแทบตาย... กูเอง... กูนั่นแหละที่เป็นคนเอามันไปปล่อยทิ้งที่วัด เพราะกูรำคาญที่มึงสนใจแต่มันมากกว่ากู!”
เมย์เบิกตากว้าง “มึงทำแบบนั้นเหรอไอ้นนท์? มึงรู้มั้ยกูเสียใจขนาดไหน แต่มึงกลับทำร้ายความรู้สึกกูได้ลงคอ
“กู ขอโทษเมย์! กูมันเลวเอง!”
ทันทีที่สิ้นคำสารภาพ ร่างของ อาร์ต ก็ค่อยๆ ปรากฏกายออกมาจากเงามืดหลังห้อง เขาล้มลงบนพื้นหอบหายใจรวยริน ร่างกายซูบผอมราวกับขาดสารอาหารมาแรมปี
“เหลืออีกสองคนนะครับ...” รุ่นพี่เปรยขึ้นอย่างสนุกสนาน “ใครจะเป็นคนต่อไป? ความลับเรื่องขโมยข้อสอบของน้องเมย์? หรือความลับเรื่องดาวคณะของฝ้ายดีน๊า? หรือจะเป็นความลับของ... น้องกานต์?!
รุ่นพี่หันไปจ้องกานต์ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “ความลับของพี่’ ที่น้องรู้ดีกว่าใครเพื่อน... บอกเพื่อนๆ ไปสิครับน้องกานต์ ว่าจริงๆ แล้วน้องคือใคร
ทุกคนหันไปมองกานต์เป็นตาเดียว กานต์ยืนนิ่ง มือของเขาสั่นเทา แว่นตาของเขาสะท้อนแสงเทียนจนมองไม่เห็นดวงตา
“กานต์... มึงมีความลับอะไรปิดบังพวกกูอยู่อีก?” เมย์ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
กานต์เงยหน้าขึ้น รอยยิ้มที่ค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของเขาเริ่มดูคล้ายกับรุ่นพี่ปริศนามากขึ้นทุกที
เสียงปรบมือดัง แปะ! แปะ! ของรุ่นพี่ทำลายความเงียบที่หนักอึ้ง เขาหัวเราะในลำคอพลางมองกานต์ด้วยสายตาเอ็นดู “เอ้า! อย่าเงียบสิครับน้องกานต์ เพื่อนๆ รอฟังอยู่... ถ้าน้องไม่พูด พี่พูดแทนให้ได้นะ”
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงฉับพลัน นนท์ ฝ้าย เมย์ เต๋อ และนัท ต่างขยับถอยห่างจากกานต์โดยสัญชาตญาณ ความเชื่อใจที่เคยมีพังทลายลงเหมือนปราสาททราย
“ไอ้กานต์... ถ้ามึงเห็นพวกกูเป็นเพื่อนจริง มึงบอกพวกกูมาว่าสิ่งที่ไอ้รุ่นพี่นี่พูดมันหมายความว่าไง!” เต๋อ ตะโกนถามด้วยเสียงสั่นเครือ มือของเขากำสายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“มันไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ! มึงจะมาจับผิดกูเพราะสิ่งที่ผีพูดเนี่ยนะ!” กานต์สวนกลับทันควัน แต่หยดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมกลับทรยศคำพูด ของเขา
นนท์ ที่อดทนมาถึงขีดสุดพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อกานต์จนหน้าทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงคืบ เขาง้างหมัดขึ้นพลางแผดเสียง “ไอ้กานต์! สรุปสิ่งที่กูคิดมันคือเรื่องจริงใช่มั้ย? มึงเป็นพวกเดียวกับมันใช่มั้ย! มึงหลอกพาพวกกูมาตาย!”
“ถ้ากูเป็นพวกเดียวกับมัน กูคงฆ่าพวกมึงไปแล้ว!” กานต์ตะคอกใส่หน้านนท์ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความโกรธและหวาดกลัว
รุ่นพี่ที่นั่งมองเหตุการณ์อยู่ดีดนิ้วหนึ่งครั้ง เสียงดีดนิ้วนั้นดังชัดเจนเหมือนระเบิดในสมองของกานต์ ร่างของกานต์กระตุกวูบ ลมหายใจเริ่มขาดช่วง
“กานต์เอ๋ย...” รุ่นพี่ขึ้นเสียงดังด้วยความโมโห แววตาของเขาจ้องเขม็งไปที่กานต์เพียงคนเดียว บรรยากาศรอบตัวกานต์เริ่มบิดเบี้ยวจนเขาเห็นใบหน้าของเพื่อนๆ กลายเป็นซากศพที่กำลังรุมทึ้งเขา “มึงจะหลอกตัวเองไปถึงไหน? บอกเพื่อนไปสิ... ว่าทำไมมึงถึง
รู้เรื่องของกูดีกว่าใคร และทำไมถึงรู้ว่ากูจะปรากฏตัวตอนไหน... และทำไม... มึงถึงหน้าตาเหมือน.....
รุ่นพี่ก่อนจะชะงักคำพูดไว้กลางอากาศ
เอาเป็นว่าให้เพื่อนๆมึงดูเอาเองแล้วกันนะ
รุ่นพี่สะบัดมือส่งรูปถ่ายใบหนึ่งลอยไปตกตรงหน้าเมย์ เมย์หยิบขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา มันคือรูปรับปริญญาเมื่อหลายสิบปีก่อน ในรูปนั้นมีรุ่นพี่ยืนยิ้มอยู่... และข้างๆ กันนั้นคือชายหนุ่มที่สวมแว่นตาหนาเตอะ หน้าตาเหมือนกานต์ทุกประการ!
“กานต์... นี่มันรูปมึงนี่?” เมย์พูดเสียงแผ่ว “แต่รูปนี้มัน... 10ปีที่แล้วนี่!
กานต์ทรุดลงกับพื้นพลางกุมหัวตัวเองร้องโหยหวน รอยยิ้มที่เคยพยายามฝืนไว้ค่อยๆ บิดเบี้ยวจนน่าเกลียดน่ากลัว แว่นตาของเขาหลุดออก เผยให้เห็นดวงตาที่เป็นสีดำสนิทไม่มีตาขาว
