จริงของเขา

ศศินชี้ เราล่มสลายเชิงสถาบันในระบบน้ำ นายกฯ ต้องบัญชาการใน War Room ไม่ใช่ลงพื้นทึ่ถ่ายรูป ฯลฯ

ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการที่วิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2554 อย่างเข้าใจง่ายมาแล้ว จนถึงวันนึ้ที่เกิดมหาอุทกภัยที่หาดใหญ่ ในปี 2568

ศศิน กางผังการบริหารจัดการน้ำที่ควรจะเป็น และความล่มสลายเชิงสถาบันในระบบน้ำวันนึ้ไว้ในเฟซบุ๊คของเขา เราสรุปรวบรวมมาไว้ดังนี้

...

ภาพที่ควรเกิดขึ้น — หากประเทศไทยมีระบบบัญชาการน้ำที่เป็นรัฐสมัยใหม่จริง ๆ

1) นายกรัฐมนตรีต้องอยู่ใน War Room ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ลงพื้นที่

War Room กลางที่ สทนช. (สำนักงานใหญ่) ต้องเปิดตลอด 24 ชั่วโมง หน้าจอข้อมูล Radar, Storm track, Flood forecast, ผังระบายน้ำ

ดูข้อมูลเดียวกับอุตุฯ กรมชลฯ ปภ. แบบ real-time

นายกฯ ต้องนั่งเป็นประธาน เพราะนี่คือความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ลงพื้นที่ไปยืนถ่ายรูป ถือเสื้อฝน หรือเดินลุยน้ำ หน้าที่ของผู้นำคือบัญชาการ ไม่ใช่เดินลุยน้ำโชว์กล้อง

2) รมว.เกษตร (ธรรมนัส) — ต้องบัญชาการกรมชลจาก War Room แต่ส่งทีมที่เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ไม่ต้องลงไปยืนตากฝน

แต่ต้องมีทีมวิศวกรกรมชล วางแผนสั่งเปิด–ปิดประตูน้ำตามโมเดลคำนวณ มี “Field Command Unit” ของกรมชลลงพื้นที่แทน

ติดตามผลบนหน้าจอ + อนุมัติการระบายเร่งด่วนตามข้อมูลจริง

3) รองนายกโสภณ — คือ “รองนายกฝ่ายน้ำ” ต้องคุมภาคสนามเชิงนโยบาย ไม่ใช่ไปลุยน้ำถ่ายรูป เป็นผู้ประสาน “จังหวัด–ท้องถิ่น–หน่วยงาน” เข้าพื้นที่เฉพาะจุดคอขวด เพื่อเคลียร์อุปสรรคเชิงนโยบาย เช่น ถนนเป็นเขื่อน ปิดประตูน้ำโดยไร้เหตุผล

ชลประทาน–เทศบาลทะเลาะกัน

ไม่ใช่ไปยืนบริจาคถุงยังชีพ

4) รมต.สำนักนายกฯ (ภารดร) — ต้องเป็นคนสื่อสารหลักของประเทศ

ไลฟ์สรุปสถานการณ์วันละ 2 ครั้งอธิบายว่า “วันนี้ต้องท่วม เพราะ… / วันนี้กำลังระบาย… / พรุ่งนี้จะดีขึ้นเพราะ…”

ลดความสับสน ข่าวปลอม ข่าวมั่วบอกประชาชนว่า รัฐกำลังทำอะไร และต้องการความร่วมมืออะไร

นี่คืองานของ “รัฐสมัยใหม่” ไม่ใช่งานของนักแสดงภาคสนาม

*แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้คือ…

ผู้นำลงพื้นที่พร้อมกล้อง เสียเวลาบัญชาการ

ไม่มี War Room ไม่มีข้อมูลเดียวกันในการตัดสินใจ

ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ถูกใช้ ระบบน้ำล้มเหลวซ้ำทุกปี

การสื่อสารตกอยู่ในมือของหน่วยงานย่อย ขาดเอกภาพ

...

ทั้งนี้ ศศิน ยังขยายภาพให้เราเห็นว่า ไทยกำลังเผชิญ “การล่มสลายเชิงสถาบัน (Institutional Collapse)ในระบบน้ำ"

ซึ่งเกิดจาก 3 แรงที่ชนกันแบบครบสูตร ได้แก่

1) การเมืองแทรกซึมระบบราชการระดับผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคขึ้นมาคุมงาน การพยากรณ์ บัญชาการผิดตั้งแต่ต้นทาง

2) คนรู้จริงถูกกันออก ไม่ได้อยู่ในโต๊ะตัดสินใจ พอถึงนาทีวิกฤติ จังหวะการตัดสินใจผิดซ้ำแบบเดิมทุกปี

3) ระบบข้อมูลบัญชาการล้าหลังไป 10–20 ปี เตือนภัยช้า ระบายไม่ตรงจังหวะ ท่วมซ้ำ เสียหายซ้ำทั้งที่รู้ล่วงหน้า

นี่ไม่ใช่ปัญหาธรรมชาติอย่างเดียว แต่เป็น “ปัญหาเชิงสถาบัน” ที่สะสมมาเป็นสิบปี

และะถึงจุดวิกฤติจากปัญหาการเมืองที่มีผลประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่งผู้บริหารในแต่ละหน่วยราชการทุกแห่ง ทำให้คนมีความสามรถ รู้จริง ในระบบราชการไม่ได้ทำงานตัดสินใจ

EP1 — ปัญหาเชิงบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร

รากแรกของการล่มสลายเชิงสถาบันในระบบน้ำไทย

น้ำท่วมไทยไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติรุนแรงขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ ระบบราชการที่อ่อนแอจากข้างใน

และชั้นแรกของความอ่อนแอนี้ คือ

คนและวัฒนธรรมองค์กร ที่บิดเบี้ยวอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี

1) แต่งตั้งผู้บริหารด้วยเส้นสาย มากกว่าความเชี่ยวชาญ

หลายหน่วยงานหลักด้านน้ำ เช่น อุตุฯ ปภ. ชป. มท. สทนช.

มีผู้บริหารที่มาจาก “งานจัดหา–ล๊อบบี้–สายการเมือง”

มากกว่า “สายวิชาการ–งานภาคสนาม–บริหารภัยพิบัติ”

ผู้บริหารจำนวนหนึ่ง ไม่เคยผ่านงานบัญชาการภัยพิบัติจริง

แต่กลับขึ้นมาคุมคนที่ทำงานเรื่องนี้มาทั้งชีวิต

ผลลัพธ์ คือ ข้อมูลผิดตั้งแต่ต้นทาง การประเมินสถานการณ์ “ไม่เข้าใจเนื้อหาทางวิชาการ”

การสั่งการช้า เพราะไม่มั่นใจ

ไม่เชื่อผู้เชี่ยวชาญหน้างาน (field experts)

เมื่อบนไม่รู้ ล่างทำได้ไม่เต็มที่

นี่คือ “predisaster” ที่พาไปสู่ความล้มเหลวทุกปี

2) ผู้บริหารระดับสูงไม่ลงรอยกัน ไม่แชร์ข้อมูล

มีหลายกรณีที่ ผอ.–รองผอ. หรือหัวหน้ากรมจากต่างฝ่าย “ไม่ชอบกัน” ทำให้นักวิชาการตัวหลัก “ถูกกันออก”

ข้อมูลพยากรณ์ เรดาร์ ภาคสนาม ไม่ถูกแชร์แบบ real-time

การแจ้งเตือนถึงผู้ว่าฯ และท้องถิ่น ล่าช้าหลายชั่วโมง–1 วัน

งานน้ำคือ “งานเวลา”

แต่เมื่อวัฒนธรรมองค์กรเป็นแบบ “ต่างคนต่างทำ” ประเทศเสียจังหวะแบบโครงสร้าง

3) ย้ายผู้บริหารกลางวิกฤติ องค์กรเสียเข็มทิศ

มีเหตุการณ์จริงที่นักวิชาการตัวจริง เสียงจริง ถูกย้ายออกระหว่างพายุ + เหตุน้ำท่วม เช่น กรณีย้ายบุคลากรที่มีความรู้ช่วงพายุวิภา

สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ คนในหน่วยงาน ไม่กล้าตัดสินใจ

ข้อมูลไม่ถูกรวบรวมเพื่อเป็นคำสั่ง

เจ้าหน้าที่หน้างาน “ไม่รู้จะฟังใคร”

องค์กรเกิด vacuum ทางวิชาการ

นี่เป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายเชิงสถาบันโดยตรง

4) วัฒนธรรม “เกรงใจผู้ใหญ่” มากกว่า “เกรงกลัวความผิดพลาด”

นี่คือรากวัฒนธรรมที่อันตรายที่สุดในงานภัยพิบัติ ไม่กล้ารายงานว่าฝนจะหนัก เพราะกลัวผู้ใหญ่ไม่พอใจ ไม่กล้าสั่งอพยพ เพราะกลัวโดนตำหนิว่า “ทำคนตื่นตกใจ” ไม่กล้าชี้ปัญหาเชิงระบบ เพราะมองว่า “ไม่น่าพูดในที่ประชุม”

งานภัยพิบัติต้องการความเร็ว

แต่ระบบติดขัดเพราะความเกรงใจที่ไม่ควรมีในงานวิกฤติ

5) วัฒนธรรม “เน้นภาพลักษณ์” มากกว่างานจริง

ลงพื้นที่ลุยน้ำ–แจกของ–ถ่ายรูป

ถูกใช้แทนระบบบัญชาการที่ควรเกิดขึ้นใน War Room

ผู้บริหารหลายคน “ไปอยู่ในที่เห็นง่าย” มากกว่า “ไปอยู่ในที่ควบคุมสถานการณ์ได้จริง”

ภาพที่ดี แต่ ระบบพัง

นี่คือโครงสร้างความล้มเหลวที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าเรา

สรุป #ความล่มสลายเริ่มจากคน ก่อนพังเป็นสถาบัน

เมื่อคนที่ถูกแต่งตั้ง ไม่รู้จริง

คนที่รู้จริง ไม่ถูกใช้

คนที่ควรตัดสินใจ ไม่กล้า

คนที่กล้าตัดสินใจ ถูกย้ายออก

ระบบทั้งระบบก็เดินไปไม่ได้

และนี่คือ “ชั้นแรก” ของการล่มสลายเชิงสถาบันในระบบน้ำของประเทศไทย

อ่านทึ่เหลือในลิงค์ข้างล่าง

EP2

https://www.facebook.com/share/p/1Bkdis9h9X/

EP3

https://www.facebook.com/share/p/16jzQs6q3m/

EP4

https://www.facebook.com/share/p/1A89Vtnbf4/

EP5

https://www.facebook.com/share/p/1BnkuPngPq/

#Marsonline

2025/11/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในบทความนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงสถาบันของระบบน้ำในประเทศไทยที่ส่งผลให้เกิดความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำและการรับมืออุทกภัยอย่างสูงสุดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นปัญหาธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบราชการและวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อการแก้ไขสถานการณ์วิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพ ลักษณะสำคัญที่พบคือ การขาดระบบบัญชาการกลางน้ำที่ทันสมัยและใช้ข้อมูลเรียลไทม์ในการตัดสินใจ เช่น การไม่มี War Room กลางที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประมวลผลข้อมูล Radar, Storm track, Flood forecast ต่างๆ ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้การตัดสินใจล่าช้าและไม่แม่นยำ รวมถึงบทบาทผู้นำที่ควรจะนั่งควบคุมและบัญชาการจาก War Room กลาง แต่กลับลงพื้นที่ทำกิจกรรมที่ดูเหมือนไม่เกิดผลทางบริหารความเสี่ยงโดยตรง นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการแต่งตั้งผู้บริหารตามเส้นสายทางการเมืองและการลอบบี้ มากกว่าความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและภาคสนาม ทำให้ผู้บริหารไร้ความรู้ในด้านวิชาการและภัยพิบัติ ตัดสินใจผิดพลาดและช้า รวมถึงปัญหาความขัดแย้งภายในหน่วยงานที่ไม่แชร์ข้อมูลพยากรณ์และสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ให้เกิดความล่าช้าในการแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยง ปัญหาเหล่านี้ผนวกกับระบบสารสนเทศที่ล้าหลัง การย้ายผู้บริหารที่มีความสามารถในช่วงวิกฤติ สร้างสูญญากาศของความเชี่ยวชาญและทำลายความมั่นใจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ นำไปสู่ความล้มเหลวซ้ำซากในปีต่อๆ มา อีกประเด็นสำคัญคือวัฒนธรรม "เกรงใจผู้ใหญ่" มากกว่าการเผชิญหน้าความจริงและตัดสินใจที่รวดเร็ว ส่งผลให้ไม่กล้ารายงานหรือสั่งอพยพเมื่อมีภัยพิบัติ แม้สถานการณ์จะแย่ลง เพื่อการแก้ไขอย่างยั่งยืน ระบบจัดการน้ำของไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเป็น "รัฐสมัยใหม่" ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาบริหารแบบบูรณาการ โดยต้องตั้ง War Room ที่มีผู้นำระดับสูงประธานการประชุมและรับผิดชอบการตัดสินใจ แทนการลงพื้นที่เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ พร้อมทั้งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ บัญชาการและลงพื้นที่จัดการในลักษณะ field command unit รวมถึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม การสื่อสารที่ชัดเจนและรวดเร็ว มีความโปร่งใส และลดผลประโยชน์ทางการเมืองที่บั่นทอนประสิทธิภาพ หากไทยสามารถจัดการและแก้ไขปัญหาเชิงสถาบันเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง ก็จะช่วยลดความสูญเสียจากอุทกภัยในอนาคต และทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าระบบน้ำของประเทศสามารถตอบสนองกับภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น