My lovely electric guitar. 🎸 🌼
หลังจากได้กีตาร์ไฟฟ้า Daisy รุ่น JENI (แบรนด์ SAGA) มาใหม่ บอกเลยว่าความน่ารักคือชนะ แต่สิ่งที่อยากแชร์เพิ่มคือ “คุ้มไหมสำหรับมือใหม่/มือกำลังหาตัวสำรอง” เพราะรุ่นนี้ราคาประมาณ 4,690 บาท (ของผมได้แบบตัวเปล่า + กระเป๋า) เลยมีหลายอย่างที่ควรรู้ก่อนกดสั่ง หรือถ้าได้มาแล้วจะเซตยังไงให้เล่นสนุกขึ้น สเปกคร่าวๆที่เห็นจากกล่อง/ข้อมูลสินค้า คือบอดี้ Poplar, คอ Maple, ฟิงเกอร์บอร์ด Maple, 22 เฟร็ต และปิ๊กอัพเป็น SSH ที่ “ตัดคอยล์ได้” (เปลี่ยนจาก Humbucker เป็น Single-Coil) ซึ่งจุดนี้ทำให้มันยืดหยุ่นมากกว่ากีตาร์เริ่มต้นหลายรุ่น เพราะมีทั้งโหมดหนาๆแบบฮัมบัคเกอร์สำหรับร็อก/โซโล่ และโหมดซิงเกิลที่เสียงใสๆเหมาะกับคลีนหรือฟังก์ได้ สิ่งที่เจอบ่อยกับกีตาร์ใหม่จากโรงงานคือ “สายจะสูงหน่อย” ทำให้กดคอร์ดเมื่อยมือ หรือเล่นเร็วๆไม่ค่อยลื่น อันนี้ไม่ใช่ข้อเสียร้ายแรง แต่เป็นงานเซตอัพที่ควรทำครับ วิธีที่ผมแนะนำ (และทำแล้วต่างชัด) คือเอาไปให้ร้านช่วยเช็ก 3 อย่าง: 1) ปรับแอคชั่นให้พอดีมือ 2) ตั้งคอ/เช็กทรัสร็อดให้ไม่แอ่น 3) ตั้งอินโทเนชันให้คีย์ตรง โดยเฉพาะถ้าเปลี่ยนเบอร์สายใหม่ หลังเซตแล้วเล่นง่ายขึ้นเยอะ เหมือนคนละตัวเลย อีกจุดที่หลายคนสงสัยคือ “ตัดคอยล์ใช้จริงไหม” สำหรับผมใช้บ่อยเวลาอยากได้เสียงใสขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนกีตาร์ เช่น เล่นคอร์ดคลีนๆหรือแนวอินดี้ป๊อป พอตัดคอยล์แล้วโทนจะโปร่งขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าโหมดซิงเกิลอาจมีจี่นิดๆตามสไตล์ Single-Coil อยู่แล้ว ถ้าเล่นในห้องนอนถือว่าโอเคมาก แต่ถ้าขึ้นเวที/อัดจริงจังอาจต้องจัดการเรื่องนอยส์เพิ่ม ถ้ากำลังจะซื้อ Daisy JENI แนะนำให้ดู 3 เรื่องก่อนกด: เช็กโปร/ของแถม (กระเป๋า), อ่านรีวิวเรื่องงานประกอบล็อตนั้นๆ, และเผื่อเงิน/เวลาไว้สำหรับเปลี่ยนสายกับเซตอัพครั้งแรก เพราะทำแล้วคุ้มสุดๆ และทำให้กีตาร์ตัวนี้ “คุ้มกว่าเดิม” แบบรู้สึกได้ทันที

























































