เรื่องน่ารู้ รามเกียรติ์ ตอน ปัญจสีขร Panchasikha

ปัญจสีขร

หน้าพระสีขาว สวมมงกุฎน้ำเต้า ๕ ยอด เป็นเทพคนธรรพ์ เป็นเทพเจ้าแห่งวิชาการดนตรี คือบัณเฑาะว์และพิณหรือกระจับปี่

พงศ์ในเรื่องรามเกียรติ์ กล่าวว่าเป็นเทวดา กายสีขาว ๑ พักตร์ ๔ กร ทรงมงกุฎน้ำเต้า ๕ ยอด เป็นเทพแห่งวิชาการดนตรี

พระปัญจสิงขร เป็นเทพแห่งวิชาการดนตรีที่มีประวัติกล่าวถึงในคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่มีชื่อว่า สักกปัญหสูตรใน ทีฆนิกายมหาวรรค ในพระบาลีเรียกว่า ปัญจสิขะ เดิมเป็นเด็กเลี้ยงโคไว้ผม ๕ แหยม มีใจเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ได้สร้างสิ่งซึ่งเป็นสาธรณะประโยชน์หลายอย่าง เช่า สระน้ำ ศาลา ถนน และ ยานพาหนะ เป็นต้น แต่ได้ตายจากมนุษย์โลกตั้งแต่วัยหนุ่มไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกามีชื่อว่า “ปัญจสิขคนธัพพเทพบุตร” มีมงกุฎ ๕ ยอดร่างกายเป็นสีทอง มีกุณฑลทรงอาภรณ์แล้วเต็มไปด้วยนิลรัตน์ ทรงภูษาสีแดงมีความสามารถในการดีดพิณและขับลำนำเป็นเลิศ

เรื่องของพระปัญจสิงขรเทพบุตรที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้านั้น อาจารย์มนตรี ตราโมทได้เขียนในหนังสือดุริยเทพสรุปความได้ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระโคดมพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ ป่าอินทศาลคูหาหว่างเขาเวทิยกบรรพตเหนือหมู่บ้านพราหมณ์ซึ่งซื่อว่าอัมพสัณทคาม ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงราชคฤห์ ในครั้งนั้นสมเด็จอินทราธิราชบังเกิดความหวั่นหวาดใจอันเกิดจาก มรณภัยคุกคาม บังเกิดเทพนิมิตซึ่งเป็นมรณเหตุ พระองค์ทรงรำพึงว่า เกิดจากเหตุถึงคราวที่ต้องจุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังนั้นจึงมีประสงค์จะได้เข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธองค์ แต่เมื่อทรงนึกได้ว่าครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าไม้สน ได้เคยพยายาม้นปกติได้ที่จะเฝ้าฟังพระธรรมเทศนาก็ไม่สำเร็จสมความปรารถนา ในครั้งนั้น จึงได้ชวนเทวดาทั้งชั้นดาวดึงส์และชั้นจตุมหาราชิกาทั้งหมดไปเฝ้าด้วยกัน แต่เมื่อไตร่ตรองโดยรอบคอบแล้วก็ทรงรำลึกถึงได้ว่า เป็นการไม่สมควรที่จะพาเหล่าเทวดาทั้งหลายโดยมิได้รับพุทธานุญาต ดังนั้นจึงตรัสสั่งให้ปัญจสิขเทพบุตรซึ่งเคยเป็นพุทธอุปัฏฐากที่คุ้นเคยสนิทสนมที่พระบาทยุคลให้ไปทูลขอโอกาสพาเหล่าเทวดาเข้าเฝ้า พระปัญจิสิขแทพบุตรรับเทวบัญชาแล้วจึงจับพิณอันงดงามเรืองรองดังผิวมะตูมสุกไปสู้ถ้ำอินทศาลคูหา นั่งอยู่ในที่อันควรไม่ใกล้ไม่ไกลพระพุทธเจ้าแล้วบรรเลงพิณขับลำเป็นทำนองพรรณนา พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณเป็นข้ออุปมาเปรียบเทียบด้วยกามคุณอันเคยได้ขับประโลมนางสุริยวิจสา ธิดาพระเจ้าตัมพุรุคนธัพพเทวราชมาแล้วดังใจความโดยย่อว่า ความงามของนางเนที่เจริญใจและปรารถนาแห่งพี่ เหมือนดังลมอันเป็นที่ปรารถนาของผู้มีกายเต็มไปด้วยเหงื่อ หรือ น้ำอันเย็นเป็นที่ปรารถนาของคนกระหาย หรือเปรียบดังพระนวโลกุตรธรรม ๙ ประการ มีพระนิพานเป็นที่สุดอันเป็นที่รักที่เจริญใจเป็นที่ปรารถนาของพระขีณาสพอรหันต์ทั้งหลาย ความรักของพี่ไม่สามารถปลดเปลื้องให้ใจเป็นปกติได้ดุจปลาที่กลืนเบ็ดเข้าไปติดแล้วในลำคอ ความงามในสรีรร่างแห่งน้องทำให้ความรักของพี่นั้นมีมากมาย ดุจไทยธรรมทักขิณาทานอันบุคคลถวายแด่พระอรหันต์แล้วจึงบังเกิดผลสนองเป็นเอนกอนันต์

อนึ่งพระสรรเพรชพุทธเจ้า มีกมงดำริเร่งอุตสาหะแสวงหาห้องปรินิพานฉันใด พี่ก็ตั้งใจเสาะแสวงหาน้องฉันนั้น

สมเด็จพระพุทธเจ้าทรงประทับเหมือโพธิบัลลังก์ขจัดหมู่มารที่แทรกแตกกระจายไปแล้ว ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทปัตตยาการภาวจักรกอบร์ด้วยองค์ ๑๒โดยอนุโลกปฏิโลมล่วงถึงเวลาอรุโณทัยก็สำเร็จพุทธาภิเษกเสวยวิโมกขสุขทรงเกษมสานต์ภิรมย์ยินดีฉันใด หากพี่มีกุศลได้น้องเป็นคู่ครองสนิทเสน่หาดวงใจของพี่จะผ่องใสเกษมศานดิ์ยินดีฉันนั้น

เมื่อเพลงพิณทองปัญจสิงขรจบลงแล้ว พระพุทธเจ้าทรวตรัสสรรเสริญและรับสั่งสนทนาด้วยตามสมควร เมื่อได้โอกาส ปัญจสิงขรจึงทูลขอพุทธานุญาตให้สมเด็จองค์อัมรินทร์ได้เข้าเฝ้าเพื่อฟังพระเทศนา เมื่อองค์อัมรินทร์ได้สดับฟังพระธรรมเทศนาแล้วก็จุติจากอาตมะ แต่ด้วยกุศลแห่งการฟังธรรมจึงได้บรรลุโสดาบัณ และ จึงได้กำเนิดในร่างเดิมและได้ฟังธรรมต่อไป ครั้นถึงเวลาอันสมควร สมเด็จองค์อัมรินทร์จึงทูลลากลับดาวดึงส์พิภพตามเดิม สมเด็จองค์อัมรินทร์ทรงรำลึกถึงบุญคุณของพระปัญจสิงขรเทพบุตร จึงทรงพระราชทาพรไว้ว่า

“เจ้านั้นมีบุญคุณแก่เราหนักหนา เจ้ายังสมเด็จพระผู้มีพระภาคให้เลื่อมใสก่อนแล้ว เราจึงได้เข้าเฝ้านมัสการ ทรงให้กรุณาโปรดเราต่อภายหลัง เราจะตั้งเจ้าไว้ขึ้นเป็ยบิดา เจ้าจงเป็นสมเด็จพระปัญจสิงขรตนธรรพเทวบุตราช เราประสารทซึ่งนางสุรยิวัจฉสาอันเป็นเทพธิดาผู้เลอโฉมซึ่งท่านได้ผูกรักมานานแล้วให้เป็นมเหสี พร้อมยศแหงท่าน”

อาจารย์มนตรี ตราโท ได้กล่าวถึงคุณวุฒิของพระปัญจสิงขรคนธรรพเทวบุตร หรือพระปัญจสิงขริว่าเลอเลิศในการดีดพิณและปรีชาสามารถในการขับลำนำสมกับที่โองการไหว้ครูของดุริยางคศิลป์กล่าวว่า “พระปัญจสิงขร พระกรเธอถือพิณ ดีดดังบรรลือเสนาะสนั่น”

ด้วยคุณสมบัติในการดีดพิณของพระปัญจสิงขรดังกล่าวแล้วนั้น ดิยางคศิลปินจึงยกย่องว่า พระปัญจสิงขร เป็นเทพเจ้าแห่งดุริยางคศิลป์พระองค์หนึ่ง

ที่มา : เอกสารประกอบการสอน รายวิชานาฏศิลป์ไทยวิจักขณ์ โดย ครูประเมษฐ์ บุณยะชัย หน้า ๑๐๙ - ๑๑๒

ที่มาของรูปภาพ : https://www.navanurak.in.th/asi/site/theme/muse_show_cat1.php?refcode=%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%96-07-02-7-55&catid=7

#รามเกียรติ์ #วัฒนธรรมไทย #หัวโขน #ศิลปะ

3/13 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมตอนอ่านเรื่อง “ปัญจสิขะ” (บางแหล่งสะกด “ปัญจสีขร” หรือ Panchasikha) สิ่งที่ช่วยให้เข้าใจเร็วขึ้นคือแยก “ภาพจำจากรามเกียรติ์/หัวโขน” ออกจาก “ที่มาทางพุทธศาสนา” แล้วค่อยเอามาวางทับกัน จะเห็นว่าเป็นตัวละคร/เทพที่คนไทยพูดถึงหลายบริบท เลยทำให้หลายคนค้นคำเดียวกันแต่ได้ข้อมูลคนละแบบ 1) ปัญจสิขะในรามเกียรติ์: ดูจากหัวโขนให้จำง่าย - ถ้าเจอคำถามว่า “ปัญจสีขรหน้าสีอะไร” จุดเด่นคือ “หน้าขาว” ค่อนข้างชัด - เครื่องศีรษะที่คนชอบค้นคือ “มงกุฎน้ำเต้า ๕ ยอด” (มักเห็นเป็นสีทอง) เป็นคีย์เวิร์ดที่ช่วยยืนยันตัวตนของหัวโขนได้ดีมาก - ลักษณะใบหน้าในงานหัวโขนมักมีหนวดและปากสีแดง ทำให้มองไกล ๆ แล้วต่างจากเทวดา/ยักษ์ตัวอื่น - บทบาทโดยรวมถูกยกเป็น “เทพคนธรรพ์” หรือเทพแห่งดนตรี เพราะเกี่ยวกับการบรรเลงพิณ/กระจับปี่ และบัณเฑาะว์ 2) ปัญจสิขะในพระไตรปิฎก: ทำไมถึงเป็นเทพดนตรี จากที่เล่าไว้ในบทความเดิม จุดที่คนค้น “ปัญจสิขะ คือใคร” แล้วน่าจะอยากได้คำตอบสั้น ๆ คือ ท่านถูกกล่าวถึงใน “สักกปัญหสูตร” (ทีฆนิกาย มหาวรรค) เป็น “ปัญจสิขคนธัพพเทพบุตร” ผู้มีความสามารถทางดนตรีและการขับลำนำเป็นเลิศ และมีบทบาทเป็นผู้ไปกราบทูล/ประสานโอกาสให้ท้าวสักกะ (พระอินทร์) ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า 3) ทำไมชื่อถึงใกล้กัน: ปัญจสิขะ vs ปัญจสีขร เวลาเจอผลค้นหา บางเว็บจะใช้คำบาลี “ปัญจสิขะ” ขณะที่งานวรรณคดี/งานศิลป์ไทยอาจเรียก “ปัญจสีขร” ทำให้หลายคนสับสนว่าเป็นคนละองค์ แต่โดยเจตนาความหมายในสายเรื่องเล่า มักอ้างถึงเทพดนตรีองค์เดียวกัน (จึงเจอคำอังกฤษ Panchasikha พ่วงมาด้วย) 4) ทริคจำแบบคนดูหัวโขน/นาฏศิลป์ ถ้าคุณกำลังไล่ดูหัวโขนในพิพิธภัณฑ์หรือในภาพรวมคอลเลกชัน แล้วอยากจับคู่ชื่อให้ถูก ฉันใช้วิธีจำ 3 อย่างนี้: - “หน้าขาว” - “มงกุฎน้ำเต้า ๕ ยอด” - “สายดนตรี/คนธรรพ์” (มักเชื่อมกับพิณ กระจับปี่ บัณเฑาะว์) แค่เห็นครบ 2 ใน 3 ก็เดาได้ค่อนข้างแม่นว่าเป็นหัวโขนพระปัญจสิขะ/ปัญจสีขร 5) ถ้าอยากอ่าน/ค้นต่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงใจ ลองพิมพ์ค้นแบบเจาะจงขึ้น เช่น “ปัญจสิขะ สักกปัญหสูตร” (สายพระไตรปิฎก) หรือ “หัวโขน ปัญจสีขร มงกุฎน้ำเต้า ๕ ยอด” (สายศิลปะ/นาฏศิลป์) จะลดการเจอข้อมูลปะปนและประหยัดเวลามาก หวังว่าสรุปนี้จะช่วยให้คำค้น “ปัญจสิขะ” ไปถึงคำตอบที่อยากรู้เร็วขึ้น ทั้งฝั่งรามเกียรติ์และฝั่งคัมภีร์พุทธนะคะ