จุดเริ่มต้นของ กาแฟ It's SLOW Bar
It's Slow bar Coffee EP.1
ก่อนจะมีร้านกาแฟเล็ก ๆ ของเรา
มันเริ่มจาก หม้อต้มกาแฟใบเดียว ☕🤎
3 ปีก่อน เรากับแฟนเป็นแค่คนที่
หลงรักกลิ่นหอมของกาแฟมาก ๆ
เราเริ่มจากการ
ชงกินเองที่บ้าน
ลองผิดลองถูก
ดูคลิป เรียนรู้เอง
จนวันหนึ่งลองทำไปให้เพื่อนที่ทำงานกิน
แล้วมีคนพูดว่า
“ขายได้เลยนะ”
คำนั้นเปลี่ยนทุกอย่างจริง ๆ
อุปกรณ์ชิ้นแรกของเรา คือ Moka Pot
ตอนนั้นไปเจอของ Bialetti
ราคาเกือบ 1,500 บาท
ยืนคิดอยู่พักใหญ่เลย
เพราะสำหรับเราตอนนั้น
มันไม่ใช่ของถูก
แต่สุดท้ายก็ซื้อ
และมันกลายเป็น
จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
จากการชงเล่น ๆ
กลายเป็นรายได้เสริม
จากรายได้เสริม
กลายเป็นความฝัน
และวันนี้
มันกำลังค่อย ๆ โตขึ้น
เป็น It's Slow Bar ☕🌿
นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
Ep. ต่อไปจะเล่าว่า
เราขายแก้วแรกได้ยังไง
หลายคนทักมาถามบ่อยว่า “slow bar coffee คืออะไร” และต่างจากร้านกาแฟทั่วไปยังไง จากประสบการณ์ของเรา slow bar คือการชงกาแฟแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นความตั้งใจและรายละเอียดมากกว่าความเร็ว ลูกค้าจะได้เห็นขั้นตอน ได้คุยเรื่องรสชาติ เมล็ดกาแฟ หรือวิธีสกัดที่เราชอบ เหมือนมานั่งพักใจมากกว่ามารับกาแฟแบบรีบ ๆ ถ้าใครอยากเริ่มทำ slow bar coffee แบบที่บ้าน (หรือค่อย ๆ ลองขาย) เราแนะนำให้เริ่มจาก “อุปกรณ์หลัก 1 ชิ้น + วัตถุดิบที่ดี” ก่อน ของเราเริ่มจาก Moka Pot เลย เพราะใช้ง่าย ไม่ต้องใช้ไฟแรงมาก และให้กาแฟที่เข้มกว่าดริป เหมาะกับคนชอบกาแฟดำหรืออยากทำเป็นนมก็ได้ ตัวที่เราเจอและตัดสินใจซื้อคือ Bialetti (ตอนนั้นราคาประมาณหลักพันกลาง ๆ) ยอมรับว่าคิดนานมาก แต่พอได้ใช้จริงมันคุ้ม เพราะเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นให้เราฝึก “ความสม่ำเสมอ” ของรสชาติ ทริคเล็ก ๆ สำหรับ Moka Pot ที่ช่วยให้รสชาตินุ่มขึ้น (เราใช้แล้วเวิร์ก): - ใช้น้ำร้อนเติมในหม้อล่างแทนน้ำเย็น จะช่วยลดเวลาที่ผงกาแฟโดนความร้อนนานเกินไป ทำให้ขมน้อยลง - ไฟกลางถึงอ่อน ไม่ต้องเร่งไฟแรง เพราะจะทำให้กาแฟพุ่งและไหม้ง่าย - เลือกบดระดับกลางค่อนละเอียด (ไม่ละเอียดเท่าเอสเปรสโซ) แล้วไม่กดอัดผงกาแฟแน่น - พอกาแฟไหลออกมาเริ่มสีอ่อน ให้ยกลงจากเตาได้เลย จะได้ไม่ติดรสขมปลาย ๆ ในมุมของการทำ “slow bar” ให้คนอื่นดื่ม สิ่งที่ทำให้คนกลับมาซื้อซ้ำไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือประสบการณ์ เราลองทำให้เพื่อนที่ทำงานชิมก่อน ปรับสูตรจากฟีดแบ็กจริง เช่น บางคนชอบเข้ม บางคนชอบนุ่ม เราเลยเริ่มจดสัดส่วนที่ใช้ (ปริมาณผงกาแฟ/น้ำ/ระดับไฟ/เวลาที่กาแฟเริ่มไหล) แล้วค่อย ๆ ทำให้ได้มาตรฐานของตัวเอง ถ้าคิดจะต่อยอดเป็น slow bar coffee แบบขายจริง แนะนำเริ่มจากเมนูไม่เยอะค่ะ เช่น กาแฟดำ 1 แบบ + กาแฟนม 1 แบบ แล้วค่อยเพิ่มชา/มัทฉะทีหลัง (ในรูปเราก็เคยลองทำเครื่องดื่มใส่ขวดหลายแบบเหมือนกัน) สุดท้ายอยากบอกว่าไม่จำเป็นต้องเริ่มใหญ่ แค่มี Moka Pot ดี ๆ สักใบ ความตั้งใจ และการลองผิดลองถูก ก็พาเราไปไกลกว่าที่คิดได้จริง ๆ





โพสต์ปังมากค่า!🎉 อย่าลืมตอบคอมเมนต์พูดคุยกับเพื่อนๆ และกดติดตามเราไว้ เพื่อดูอัปเดตใหม่ๆ และฮาวทูทำคอนเทนต์ปังๆ!😎 มาโพสต์ใน Lemon8🍋 กันเยอะๆ นะค้า~~✨💕