Automatically translated.View original post

Who would it be, Gail?✨🫶😍

When the mother was introvert but gave birth to a super extrovert 🤣🤣😝😝

2025/11/5 Edited to

... Read moreถ้าใครกำลังอยู่บ้านเดียวกับ “super extrovert” จะเข้าใจเลยว่าพลังเขาเหมือนไม่มีวันหมด โดยเฉพาะเวลาที่เราเป็นแม่/พ่อสายอินโทรเวิร์ต อยากได้ความเงียบสัก 10 นาที แต่ลูกกลับวิ่งมาพร้อมคำถามล้านแปด “แม่ดูนี่ๆ” “แม่เล่นด้วย” “แม่ไปตรงนั้นกัน” แล้วเสียงก็เต็มบ้านตั้งแต่เช้า ของเราคือช่วงเย็นหลังเลิกเรียน/กลับจากข้างนอก ลูกจะยิ่งคึก เหมือนชาร์จแบตมาเต็มร้อย ส่วนแม่แบตใกล้หมดแล้ว บางวันถึงขั้นนั่งนิ่งๆ แบบในรูป ใส่เสื้อฮู้ดตัวโปรด เหม่อๆ ครุ่นคิดว่าขอพักก่อนนะ แต่ลูกยังยืนข้างๆ ทำท่าร่าเริง กระตือรือร้นสุดๆ ความต่างมันชัดมาก จนต้องขำตัวเองว่า “เกิดมาคู่กันจริงๆ” สิ่งที่ช่วยให้บ้านไม่ตีกันคือ “ตั้งกติกาให้พอดี” แบบไม่ทำให้ลูกรู้สึกถูกปิดกั้น และไม่ทำให้แม่พัง 1) ตั้งเวลา “ช่วงเงียบ” สั้นๆ แต่ชัดเจน เราจะบอกลูกตรงๆ ว่า “แม่ขอชาร์จแบต 15 นาที” แล้วตั้งนาฬิกาให้ดูได้ พอลูกเห็นเวลาชัด เขาจะรอได้ง่ายขึ้น ระหว่างนั้นให้เขาเลือกกิจกรรมที่ทำคนเดียวได้ เช่น ต่อเลโก้ วาดรูป หรืออ่านนิทาน 2) ทำ “มุมพลังงาน” กับ “มุมพักใจ” แยกกัน ถ้าบ้านมีพื้นที่เล็กๆ ก็ยังแบ่งได้ เช่น มุมโต๊ะระบายสีสำหรับลูก กับมุมโซฟาที่แม่ขอนั่งเงียบๆ ใส่หูฟังฟังเพลงเบาๆ แค่มีมุมประจำ จะลดการปะทะกันเยอะ 3) ให้ลูกได้พูด/ได้โชว์ แต่กำหนดรูปแบบ ลูก super extrovert ชอบเล่า ชอบโชว์ เราเลยทำเป็น “รายการ 3 เรื่องวันนี้” ให้เล่าทีเดียวจบ แล้วแม่ตั้งใจฟังเต็มที่ 5 นาที ดีกว่าฟังแบบขาดๆ หายๆ ทั้งชั่วโมง ลูกจะรู้สึกได้รับความสนใจจริงๆ ด้วย 4) ระบายพลังด้วยกิจกรรมที่เหมาะกับแม่อินโทรเวิร์ต ไม่จำเป็นต้องพาไปที่คนเยอะเสมอ ลองกิจกรรมที่ปล่อยพลังได้แต่ไม่โกลาหลมาก เช่น เดินเล่นสวนใกล้บ้าน ปั่นจักรยานช่วงคนไม่เยอะ หรือเล่นเกมเคลื่อนไหวในบ้านแบบกำหนดรอบ สุดท้ายอยากบอกว่า การมีลูก super extrovert ไม่ได้แปลว่าเราเป็นแม่ที่ต้อง “สู้ให้ไหวตลอด” เราขอพักได้ ขอเงียบได้ และสอนลูกเรื่องการเคารพพื้นที่คนอื่นได้เหมือนกัน พอทั้งสองฝ่ายมีจังหวะของตัวเอง บ้านจะสนุกขึ้นเยอะ และความต่างนี่แหละที่ทำให้มีเรื่องฮาๆ ให้เล่าทุกวัน