"คนไทยฉลาดพอค่ะ ที่จะรู้ว่านั่นคือภาพยนตร์ นั่นคือซีรีส์ มีแต่กองเซ็นเซอร์หรือเปล่าคะที่ 'ประสาทแดก' ไปเอง คิดแทนคนอื่น ทำตัวเหนือกว่า นอกจากอีโก้จะสูงแล้ว ยังดูถูกประชาชนอีกนะคะ
เรื่องของเรื่องคือ ซีรีส์เรื่องล่าสุดของเรา #รักกันวันโลกแตก โดนตัดและโดนเบลอไปเยอะมาก อย่างซีนที่เอามาให้ดูนี้ จริงๆ มีความยาว 6 นาที แต่เหลือให้ดูได้แค่ 30 วินาที เพราะถูกแบน ด้วยข้อหาว่า 'มีการพาดพิงประเด็นทางการเมือง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศชาติและชักจูงประชาชนไปในทางที่ผิด'
อ่านข้อหาแล้วก็ได้แต่สงสัยในตัวเองว่า ซีรีส์เราก็ไม่ได้โด่งดังขนาดนั้น เราไปมีอิทธิพลสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศชาติได้ตอนไหน?
ส่วนตัวเราโอเคและน้อมรับทุกคำวิจารณ์ (ด่าได้ด่าเลยค่ะ) จะวิพากษ์วิจารณ์ทัศนคติหรือตัวผลงาน เรายินดีรับฟังเสมอ แต่จุดที่เราไม่เห็นด้วยและรับไม่ได้ คือ 'การใช้ระบบแบน' ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย
ในเมื่อเรามีระบบจัดเรตติ้ง (Rating) ที่ชัดเจนอยู่แล้ว และซีรีส์เรื่องนี้ก็จัดอยู่ในเรต 18+ (ฉายเวลา 22:30 น.) นั่นหมายความว่ากลุ่มผู้ชมมีวุฒิภาวะและวิจารณญาณเพียงพอที่จะแยกแยะเนื้อหาได้ด้วยตนเอง ไม่ได้ถูกชักจูงง่ายอย่างที่พวกคุณกังวล
การที่กองเซ็นเซอ ร์ทำหน้าที่เสมือนครูฝ่ายปกครองที่คอยคิดแทนประชาชน มองว่าคนไทยแยกแยะโลกความจริงกับละครไม่ออก (ขนาดปืนมีเสียงยังต้องเบลอ หรือฉากฆาตกรรมก็ต้องเบลอแผล) มันคือการดูแคลนสติปัญญาของคนดูเกินไปค่ะ
ย้ำอีกครั้งว่า เรายอมรับได้กับการถูกด่าเรื่องการเมือง แต่เราไม่ยอมรับการที่คนกลุ่มหนึ่งใช้อำนาจเหนือกว่ามากำหนดทิศทางว่าสิ่งไหนควรหรือไม่ควร โดยไม่เคารพวิจารณญาณของผู้ชม
ในความคิดเห็นของเรา... ระบบการแบนไม่ควรอยู่ในประเทศไทยอีกต่อไปค่ะ #รักกันวันโลกแตก #aamanusorn
@Aam Anusorn | Artist 🇹🇭🇺🇸
จากประสบการณ์ตรงที่ได้ติดตามเรื่องราวของซีรีส์รักกันวันโลกแตกและคำชี้แจงของผู้กำกับ Aam Anusorn ทำให้ผมได้ตระหนักถึงปัญหาการเซ็นเซอร์ที่มีผลกระทบโดยตรงกับเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในประเทศไทย ซีรีส์นี้ซึ่งจัดอยู่ในเรต 18+ และออกอากาศช่วงดึก มีเนื้อหาที่ผู้ชมควรมีวุฒิภาวะและความพร้อมในการแยกแยะ แต่กลับถูกตัดต่อและเบลอฉากสำคัญๆ จนส่งผลต่อความสมบูรณ์ของเรื่องราวอย่างมาก การที่กองเซ็นเซอร์ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้ปกครองที่คิดแทนประชาชนนั้น ไม่เพียงแต่จำกัดการแสดงออก ยังสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นในความสามารถของผู้ชมไทยที่มีวิจารณญาณและความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้รับชม ชัดเจนว่าระบบการแบนในกระบวนการนี้มีผลลบมากกว่าผลบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่สื่อและความคิดถูกแลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การจำกัดเนื้อหาดังกล่าวกลับยิ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกอึดอัดและอาจเกิดข้อสงสัยว่ามีเจตนาอื่นแอบแฝงหรือไม่ จากมุมมองส่วนตัว ผมเห็นว่าการจัดเรตติ้งที่ชัดเจนควรเป็นเครื่องมือหลักในการกำกับดูแลเนื้อหา ไม่ใช่การตัดต่อหรือแบนจนเนื้อหาถูกบิดเบือน การยกเลิกระบบแบนหรือปรับปรุงระบบนี้ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม จะช่วยสร้างสังคมและวงการศิลปะที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลายของความคิดได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้สร้างผลงานไม่ต้องกลัวการแทรกแซงที่เกินจำเป็น และผู้ชมก็จะได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจรับชมเนื้อหาอย่างเสรีและเต็มที่ตามวุฒิภาวะของตนเอง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทยที่เจริญรุ่งเรืองและมีเสรีภาพทางความคิดอย่างแท้จริง









































