รีวิวอาชีพนักวิจัยเครื่องสำอาง 👩🏻‍🔬💄

EP.1 นักวิจัยเครื่องสำอางทำอะไรบ้าง?

หลายคนคิดว่าอาชีพนี้คือแค่ “ผสมครีม” แต่จริงๆแล้วงานมีมากกว่านั้นเยอะมากกกก! วันนี้มาเล่าว่า 1 วันของนักวิจัยเครื่องสำอางต้องทำอะไรบ้าง

1️⃣ คิดสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์

หน้าที่หลักคือคิดสูตรสกินแคร์ใหม่ๆ เช่น เซรั่ม โฟมล้างหน้า ครีมบำรุง โดยต้องเลือกสารสกัดที่เหมาะกับปัญหาผิว เช่น สิว รอยดำ ผิวแห้ง

2️⃣ ทดลองและปรับสูตร

กว่าจะได้สูตรที่ดี ต้องทดลองหลายรอบมาก บางสูตรแยกชั้น บางสูตรเนื้อไม่สวย ต้องปรับสัดส่วนสารใหม่เรื่อยๆ

3️⃣ เลือกสารสกัดและวัตถุดิบ

นักวิจัยต้องศึกษาคุณสมบัติของสารต่างๆ เช่น

Niacinamide / Ceramide / Peptide

เพื่อให้สูตรมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

4️⃣ ติดต่อ Supplier และโรงงาน

ต้องคุยกับซัพพลายเออร์เรื่องวัตถุดิบ ราคา เอกสาร และคุณภาพของสาร

5️⃣ ทำเอกสารและจดแจ้ง อย.

ก่อนจะขายได้ ต้องมีเอกสารสูตร ส่วนผสม และยื่นจดแจ้งเครื่องสำอางให้ถูกต้อง

6️⃣ ทำการตลาดและให้ข้อมูลสินค้า

นักวิจัยบางคน (รวมถึงเรา) ต้องช่วยทำคอนเทนต์ อธิบายส่วนผสม และให้ความรู้กับลูกค้า

ความรู้สึกกับอาชีพนี้ ❤️

เป็นอาชีพที่สนุกมาก เพราะได้คิดอะไรใหม่ๆตลอด ได้เห็นไอเดียกลายเป็นสินค้าจริงในตลาด

#รีวิวอาชีพ

#Lemon8

#สกินแคร์

#พัฒนาสูตรเครื่องสำอาง

#นักวิจัยสกินแคร์

3/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าใครสนใจสาย “นักวิจัยเครื่องสำอาง” แล้วอยากเห็นภาพงานให้ชัดขึ้น นอกจากงานหลักอย่างคิดสูตร/ทดลอง/จดแจ้ง อย. ที่เล่าไปแล้ว เราขอเสริมเรื่องที่เจอในชีวิตจริงในแล็บ (และเป็นสิ่งที่คนมักไม่รู้) เผื่อช่วยตัดสินใจได้ว่าชอบสายนี้ไหม อย่างแรกคือ “งานทดสอบความคงตัว” (Stability) หลังผสมสูตรเสร็จไม่ได้จบเลย ต้องส่งเข้าตู้เร่งสภาวะ อุณหภูมิสูง-ต่ำ สลับร้อนเย็น ดูว่าเนื้อแยกชั้นไหม สี-กลิ่นเปลี่ยนไหม ฟองยุบหรือเกิดตะกอนหรือเปล่า บางสูตรวันแรกสวยมาก แต่พอผ่านไป 2 สัปดาห์เนื้อเหลว/เป็นเม็ด ก็ต้องกลับมาปรับระบบเจลหรืออีมัลชันใหม่ อีกเรื่องที่ทำบ่อยคือ “ตรวจคุณสมบัติเนื้อสัมผัสเชิงตัวเลข” เช่นวัดความหนืดด้วยเครื่อง Viscometer (ที่แล็บเรามี Brookfield) เพื่อคุมให้ล็อตต่อไปได้สัมผัสใกล้เคียงเดิม เพราะลูกค้าจำฟีลได้มากกว่าที่คิด สูตรเดียวกันแต่ความหนืดแกว่งนิดเดียว คนใช้จะรู้สึกว่าไม่เหมือนเดิมแล้ว เรื่องการเลือกวัตถุดิบก็ไม่ได้ดูแค่ว่า Active ดังหรือไม่ดัง เราจะดูความเข้ากันกับเบส (เช่นเจล/ครีม), pH ที่เหมาะสม, ความละลาย, กลิ่นของสาร, รวมถึงเอกสารรองรับ เช่น COA, MSDS และการรับรองต่างๆ จากซัพพลายเออร์ บางทีอยากใส่ Niacinamide, Ceramide, Peptide หลายตัวในสูตรเดียว แต่ถ้าโครงสร้างไม่รองรับ เนื้อจะ “ขึ้นเม็ด/จับตัว” หรือทำให้ครีมไม่เสถียรได้ อีกมุมที่คนถามเยอะ: ต้องทำเอกสารอะไรบ้าง? ในชีวิตจริงจะมีไฟล์สูตร (INCI + %), วิธีผลิต (Manufacturing procedure), สเปกสินค้าสำเร็จรูป, และข้อมูลเคลม/คำอธิบายส่วนผสมแบบที่ฝ่ายการตลาดเอาไปทำคอนเทนต์ได้ โดยเราจะพยายามเขียนให้ “ถูกต้องและไม่โอเวอร์เคลม” เพื่อให้สื่อสารกับลูกค้าได้ปลอดภัยและยั่งยืน สุดท้ายคือเรื่องกลิ่นและประสบการณ์ใช้จริง บางวันเราต้องนั่งเทสต์น้ำหอม/essential oil (เช่น orange oil) เทียบหลายเบส เพราะกลิ่นเดียวกันอยู่ในเจลกับอยู่ในครีมจะออกไม่เหมือนกัน แถมต้องคำนึงถึงความเสถียรและโอกาสแพ้ด้วย ถ้ากำลังจะเข้าวงการ แนะนำให้เริ่มจากฝึกอ่าน INCI/หลักการอิมัลชัน, ทำสเปรดชีตคุมสูตร, และทำความเข้าใจงานกับโรงงาน-ซัพพลายเออร์ไว้ก่อน จะปรับตัวง่ายมากค่ะ