Automatically translated.View original post

End of waiting OpenAI sends Codex App official macOS invasion

Change your computer screen.

To be an AI command center.

Full with Codex App

A new interface designed

For particularly good loppers.

.

Meet the Multi-Agent feature

That allows you to run multiple projects.

At the same time without code conflict.

With a smart Skills system.

More than just writing code.

Document management, design work.

To Deploy, work up the cloud.

.

Featured features

1.Works multi-agent parallel through independent worktree

2.Skills system instantly connect Linear Figma and leading tools

3. Automations set a boring running time for you 24 hours a day.

.

Exclusive For Plus And Enterprise Users Get Rate Limit Quota

Double instant. It's available today on macOS.

2/13 Edited to

... Read moreถ้าคุณเคยใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดในหน้าเว็บหรือใน IDE แล้วรู้สึกว่า “มันยังไม่เป็นศูนย์บัญชาการงาน” Codex App บน macOS ให้ฟีลใกล้เคียงนั้นมากขึ้น เพราะอินเทอร์เฟซถูกออกแบบให้จัดการงาน dev เป็นเรื่องหลัก ไม่ได้มีแค่แชตตอบคำถาม แต่เหมือนยก workflow มารวมไว้ในแอปเดียว สิ่งที่ผมว่าน่าโฟกัสสุดคือแนวคิด Multi‑Agent (หลายเอเจนต์) โดยเฉพาะเวลาต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน เช่น โปรเจกต์หนึ่งแก้บั๊ก อีกโปรเจกต์ทำฟีเจอร์ใหม่ หรือแยกเอเจนต์ “อ่านโค้ด/สรุประบบ” ออกจากเอเจนต์ “ลงมือแก้” ข้อดีคือเราสั่งงานให้แต่ละเอเจนต์ทำแบบคู่ขนานได้ โดยไม่ต้องสลับบริบทเองตลอดเวลา และด้วยรูปแบบการทำงานผ่าน worktree อิสระ โอกาสเกิด conflict ของโค้ดจะลดลง เหมาะกับคนที่ทำงานเป็นสปรินต์/มีหลาย branch ที่ต้องดูแล อีกจุดที่ตอบ intent เรื่อง “openai codex app interface” คือหน้าตา/การใช้งานมันถูกทำให้เหมาะกับนักพัฒนา เช่น การมองงานเป็นชุดๆ (tasks) การตามสถานะว่าเอเจนต์ไหนกำลังทำอะไร และการเก็บผลลัพธ์ให้กลับมารีวิวได้ง่ายขึ้น ถ้าคุณเป็นสายทำงานร่วมทีม แนะนำให้ลองกำหนดรูปแบบคำสั่งให้เหมือนกัน เช่น ให้เอเจนต์สรุปสิ่งที่เปลี่ยนเป็น bullet + บอกไฟล์ที่แก้ + เหตุผล จะช่วยให้โค้ดรีวิวเร็วขึ้น ส่วน Skills & Tools คือสิ่งที่ทำให้ Codex App ไม่ได้หยุดที่ “เขียนโค้ด” อย่างเดียว ในงานจริงเราต้องแตะเอกสาร/ดีไซน์/การจัดการงานเสมอ การที่มันเชื่อมต่อเครื่องมืออย่าง Linear และ Figma ได้ ทำให้โยนบริบทจาก ticket หรือดีไซน์สเปกมาให้เอเจนต์ช่วยแตกงาน ตรวจ requirement หรือร่างเช็กลิสต์ก่อนเริ่มโค้ดได้เลย (ผมชอบใช้ให้มันสรุป acceptance criteria ออกมาเป็นเคสทดสอบแบบสั้นๆ) สุดท้ายคือ Automations สำหรับตั้งเวลาให้รันงานน่าเบื่อแทนเรา 24 ชั่วโมง เช่น สรุป PR รายวัน, ตรวจความสอดคล้องของเอกสารกับโค้ด, หรือเตือนงานที่ค้างจากบอร์ดโปรเจกต์ ใครที่ทำงานหนักช่วงกลางวันแล้วอยากให้ “งานเตรียมของ” ไปรันตอนกลางคืน ฟีเจอร์นี้ช่วยได้เยอะ ทิปเล็กๆ ก่อนเริ่มใช้จริง: ลองเริ่มจาก 1) สร้างเอเจนต์แยกบทบาท (อ่าน/เขียน/ทดสอบ) 2) บอกกติกาการตอบ เช่น ต้องอ้างอิงไฟล์/บรรทัดที่เกี่ยวข้อง 3) ให้มันทำงานทีละรอบแบบส่งผลลัพธ์มาให้รีวิวก่อนค่อยให้ลงมือแก้โค้ดจริง จะคุมคุณภาพได้ดี และประหยัดเวลามากขึ้นบน macOS