วิธีส่งของตัวอย่างไปต่างประเทศอย่างง่าย
How to Easily Ship Product Samples Abroad
เมื่อคุณปิดการขายกับลูกค้าต่างประเทศได้แล้ว
Once you've closed a deal with an international buyer,
ขั้นตอนต่อไปคือการส่งตัวอย่างสินค้าให้ลูกค้าทดสอบ
the next step is sending product samples for them to test.
เตรียมข้อมูลสินค้า/ส่วนผสม เพื่อให้ลูกค้าส่งให้ด่านศุลกากรปลายทางตรวจสอบ
Prepare product info/ingredients so the customer can send them to destination customs.
เมื่อศุลกากรอนุมัติแล้ว จึงเริ่มเตรียมจัดส่งตัวอย่างสินค้า
Once customs approve, you can start packing the sample.
สินค้าตัวอย่างต้องมีวันผลิตและวันหมดอายุชัดเจน
Samples must clearly show the manufacturing and expiry dates.
ลูกค้าอาจ Nominate บริษัทขนส่งมาให้ ให้เราจองกับสายการบินหรือตาม Courier นั้น
Your buyer may nominate a courier or airline – book shipping accordingly.
จัดทำ Invoice และ Packing List แนบมากับสินค้า
Create and attach the Invoice + Packing List with the shipment.
วัดขนาดกล่องและน้ำหนัก แจ้งให้สายการบินทราบ
Measure box dimensions and weight, then inform the airline or courier.
เรียนส่งออกกับโค้ชเซน – เริ่มต้นได้ทันที!
Learn Exporting with Coach Zen – Start Right Away!
🔹 คลาสออนไลน์ สำหรับมือใหม่
🔹 Online Class for Export Beginners
– ไม่ตรวจการบ้าน: ( Self-Paced )
19,900 THB
– ตรวจการบ้านโดยทีมงาน: ( With Homework Review )
39,000 THB
🔸 Private VIP Coaching Online: 49,000 THB
🌟 คลาสเจ้าสัวส่งออกมือโปร
(Elite Export Tycoon Program)
– Online Only: 169,000 THB
– VIP Coaching Online: 295,000 THB
– 1:1 In-Person Mentoring: 395,000 THB
📲 ลงทะเบียน Register via Line: @Ajintai
📲 https://lin.ee/prPoCuV
#เรียนส่งออกกับโค้ชเซน #สอนให้รู้ว่า #ส่งออกมันง่าย #AjintaiZen
#ExportWithCoachZen #ExportMadeEasy #ThaiProductToTheWorld
@Ajintai Zen @AjintaiFitnessSerum @vegansthailandlif @Ajintai Zen @โค้ชเซน #สอนรักให้รู้รัก
หลายคนที่เริ่มส่งออกจะติดอยู่ที่ “วิธีกรอก DPOST” เพราะไม่แน่ใจว่าต้องใส่ข้อมูลอะไรบ้างให้สอดคล้องกับเอกสารส่งออกและศุลกากรปลายทาง จากประสบการณ์ของฉัน ถ้าจัดข้อมูลให้ครบตั้งแต่ต้น การกรอก DPOST จะง่ายขึ้นมาก และลดโอกาสโดนตีกลับ/ขอเอกสารเพิ่ม 1) เตรียมข้อมูลก่อนเริ่มกรอก DPOST - รายละเอียดสินค้าให้ชัด: ชื่อสินค้า (อังกฤษ/ไทย), ประเภทสินค้า, วัตถุประสงค์ “Sample/ตัวอย่างเพื่อทดสอบ ไม่ใช่เพื่อจำหน่าย” - Product Information Sheets: สรุปส่วนผสม/วัสดุ/วิธีใช้ (อันนี้ช่วยตอน For Customs Inspection มาก) - MSDS (If any): ถ้าเป็นสินค้าที่เข้าข่ายสารเคมี/สเปรย์/ของเหลวบางประเภท เตรียมไว้เลย - วันผลิต/วันหมดอายุ: ติดบนสินค้าให้ชัด โดยเฉพาะอาหาร/เครื่องสำอาง 2) จุดที่ควรใส่ใจตอนกรอก DPOST (ให้คิดเหมือนกรอกตาม Invoice) - ผู้ส่ง/ผู้รับ: ชื่อบริษัท/ชื่อผู้รับปลายทาง ที่อยู่ และเบอร์โทรให้ตรงกับหน้ากล่องและเอกสาร - รายการสินค้า: เขียนให้ “อธิบายได้” ไม่สั้นเกิน เช่น แทนที่จะเขียนแค่ “Sample” ให้เขียน “Nata de Coco Sample (food sample) / Cosmetic serum sample” เป็นต้น - จำนวน/มูลค่า: ถึงเป็นตัวอย่างก็ควรใส่มูลค่าตามจริงหรือมูลค่าเพื่อศุลกากร (ไม่ใส่ 0 ถ้าไม่จำเป็น) และให้ตรงกับ Invoice - น้ำหนัก/ขนาดกล่อง: ชั่งและวัดจริงก่อนกรอก จะช่วยตอน Courier Booking และลดค่าปรับหน้างาน - ประเทศปลายทาง/วิธีส่ง: เลือกบริการให้เหมาะ (เอกสาร/พัสดุ) และเตรียมเผื่อว่าลูกค้าอาจ nominate courier มาให้ 3) เอกสารที่ฉันแนบไปกับกล่องทุกครั้ง - Invoice (ระบุว่าเป็น “Sample” และเงื่อนไขชัด) - Packing List (จำนวนชิ้น/น้ำหนัก/รายละเอียดแพ็ก) - Product Information Sheets + MSDS (ถ้ามี) - ป้าย/แท็กหน้ากล่อง: “Sample Packing for Customer” และติด TAG ให้เห็นชัด ลดความสับสนตอนตรวจ 4) ทิปกันพลาดที่เจอบ่อย - ชื่อสินค้า/มูลค่าใน DPOST ไม่ตรงกับ Invoice → ศุลกากรมักขอเอกสารเพิ่ม - รายละเอียดสินค้ากว้างเกินไป (เช่น “food”, “cosmetics”) → ระบุชนิด/รูปแบบให้ละเอียดขึ้น - ไม่ระบุว่าเป็นตัวอย่าง → บางประเทศอาจตีความเป็นการค้าจริงและคิดภาษีสูง สรุปคือ ถ้าคุณทำ “Invoice + Packing List + Product Information (และ MSDS ถ้ามี)” ให้พร้อมก่อน แล้วค่อยไปกรอก DPOST โดยยึดข้อมูลชุดเดียวกันเป็นหลัก งานจะไหลลื่นขึ้นมาก และคุยกับ courier/สายการบินได้ง่ายด้วย

