รีวิวหนังสือบันทึกโรคซึมเศร้า ก่อนผู้เขียนจะจากไปในวัยเพียง 35

#รีวิวหนังสือ เล่มที่ 39 ของปี 2025

อยากตาย แต่ก็อยากกินต๊อกบกกี (I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki)

เขียน แบกเซฮี

แปล ญาณิศา จิตรมณี

สนพ. B2S

243 หน้า 199 บาท

.

ปีหลังๆ มานี้รู้สึกว่าตัวเองเป็น "มนุษย์เทาๆ" ไม่ได้เศร้าแบบร้องไห้ทุกวัน แต่ก็ไม่ได้สุขแบบเป็นกิจวัตร ชีวิตดูดีในสายตาคนอื่น มีงาน มีเงิน(บ้าง) เข้าสังคมได้ แต่มีก้อนความรู้สึกหนักๆ ค้างอยู่ในใจตลอดเวลา

.

เห็นเล่มนี้มาหลายปี ชื่อสะดุด ย้อนแย้งสุดของคนที่อยากยอมแพ้แต่ก็ยังยึดติดกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในโลก แต่ไม่เคยหยิบอ่าน เหมือนยังไม่ถึงเวลา จนกระทั่งตอนนี้ เป็นบันทึกการสนทนาระหว่างผู้เขียนที่เป็นโรคซึมเศร้าแบบเรื้อรังอ่อนๆ (Dysthymia) กับจิตแพทย์ของเธอ ตลอด 12 สัปดาห์ เนื้อหาจึงเป็นคำถามและคำตอบค่อนข้างตรงไปตรงมา มันคือความกล้าและความซื่อสัตย์ต่อตัวเองของผู้เขียนที่เอามาแชร์ แบกเซฮีไม่ได้แค่เล่าว่าตัวเองเศร้า แต่ค่อยๆ เผยและยอมรับด้านต่างๆ ของตัวเองผ่านการช่วยเหลือของจิตแพทย์ เช่น ความขี้อิจฉา การตัดสินคนอื่น การแสร้งทำเป็นไม่สนใจทั้งที่จริงอยากเป็นคนสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็น แต่ไม่แสดงออก

.

“เพราะตัวเราเองมักมองเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ ก็เลยรู้สึกอาย(และไม่คู่ควร)ที่จะรับความรักจากคนอื่น”

.

เราชอบเนื้อหาช่วงหลังๆ เป็นพิเศษ เพราะมันคือช่วงเวลาที่เริ่มมีการปลดล็อกตัวเธอเองมากขึ้น เหมือนเธอได้ผ่านการตกผลึกในช่วง 4 เดือนของการบำบัด จากที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดีและต้องสมบูรณ์แบบ เธอค้นพบว่า “มันจะมีที่ไหนกันชีวิตที่แค่ชนะกับแพ้” เพราะชีวิตเรา…มันซับซ้อนกว่านั้น

.

“ผลลัพธ์ของการมองเห็นคุณค่าในตัวเองไม่ใช่การได้รับความรักจากใครสักคนซะทีเดียว แต่เป็นการที่เราสามารถยอมรับมันยังไงมากกว่า”

.

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนเพื่อนที่นั่งเงียบๆ ข้างๆ และบอกเราว่า

“บกพร่องบ้างก็ไม่เป็นไร

ไม่เคยชินก็ไม่เป็นไร

หมดกำลังใจก็ไม่เป็นไร

วันนี้ฉันอาจจะทำได้ดีหรือไม่ดีก็ได้

แต่ไม่เป็นไรหรอก

เพราะมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตเท่านั้นเอง”

.

พยายามใจดีกับตัวเองขึ้นอีกหน่อย อย่าว่าตัวเองนักเลย เพราะทุกคนที่มีทั้งด้านที่น่ารักและด้านที่อ่อนแออยู่ด้วยกัน และการมีชีวิตอยู่เพื่อได้กินของอร่อย (สำหรับเรา คือการได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม) มันก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้ว

.

“ถ้าเรารักตัวเอง คนอื่นๆ ก็ให้ความรักกับเรา หากเราละเลยตัวเอง คนอื่นก็จะละเลยตัวเราเช่นกัน”

.

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของแบกเซฮีมีความหมายและสะเทือนใจในเวลาเดียวกัน คือการจากไปอย่างสงบในวัย 35 ปี แม้ในชีวิตจะเต็มไปด้วยความมืดหม่นและขัดแย้ง แต่เธอก็ยังเลือกส่งต่อชีวิตและความหวังให้แก่เพื่อนร่วมโลก ด้วยการบริจาคอวัยวะของเธอแม้ในวาระสุดท้าย

.

“การเลือกที่จะฆ่าตัวตายไม่ได้หมายความว่ายอมแพ้ต่อชีวิต แต่มันเป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถเลือกได้ …หากการใช้ชีวิตเหน็ดเหนื่อยกว่าความตาย การเลือกจะจบชีวิตลงอย่างอิสระด้วยความยินดี ไม่ใช่สิ่งที่น่าเคารพหรอกหรือ”

My Bookmark(s)

ใครๆ ก็อยากเป็นตัวเอกทั้งนั้น แต่ความคิดแบบนั้นจะทำให้คนอื่นที่อยากเป็นตัวเองกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ตัวประกอบ และด้อยค่า

ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดี แค่ไม่อยากให้อาการอ่อนไหวง่ายและขี้กังวลของฉันทำให้คนอื่นกังวลใจเท่านั้นเอง

เพราะคนเรามีชีวิตเดียว อาจจะเหมือนว่าเรามีเวลาใช้ชีวิตมาก แต่เราก็ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง

คุณรู้จักวิธีที่จะลดความกังวลและรู้ว่าตัวเองชอบอะไร คุณจะรู้สึกพอใจในตัวเอง

ทุกคนรู้สึกอิจฉากันได้ทั้งนั้น

การที่เรารู้สึกชอบและมีความสุขด้วยตัวเอง ย่อมดีกว่าสิ่งที่มาจากคำพูดของคนอื่นเสมอ

อย่าคอยแต่เปรียบเทียบกับคนอื่น ลองเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตัวเองมีจะดีมาก

มันไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ไขดูใหม่เพราะของเราจะแตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับตัวเราในสถานการณ์นั้น ๆ

สิ่งที่อยากทำเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับคำชมหรือการอยู่คนเดียวก็ไม่ใช่เรื่อง เรื่องสำคัญที่แท้จริงคือสิ่งที่เราเลือกทำมากกว่าเพราะเมื่อทำตามที่ใจต้องการแล้วจับได้ว่ามีความสุขก็หมายถึงความสบายใจอย่างหนึ่ง

การสานสัมพันธ์กับใครซักคนมันไม่มีเส้นมาตรฐานตายตัว แน่นอนว่าอาจจะเกิดความไม่พอใจระหว่างกันได้แต่ถ้าได้รู้จักแยกแยะส่วนที่ไม่พอใจออกจากเรื่องอื่นอื่นก็จะดีขึ้น

เพราะไม่ใช่ว่าเราถูกใจเขาแค่ในบางเรื่องแล้วจะกลายเป็นชอบเขาไปซะทุกอย่างและไม่ใช่ว่าไม่พอใจเขาแค่เรื่องเดียวจะกลับกลายเป็นว่าเกลียดเขาไปซะหมด

ความรู้สึกก็เส้นทางของตัวมันเองเช่นกัน หากเรายังคงปกปิดและควบคุมความรู้สึกของตัวเองบ่อยเข้า มันจะทำให้เรามองโลกในแง่ร้าย แล้วเราจะไม่สามารถมองโลกในแง่ดีได้อีกเลย เพราะเส้นทางของความรู้สึกนั้นได้โดยสกัดกันเอาไว้เสียแล้ว

ถึงแม้ จะรู้ว่าต้องเดินไปพบกับความผิดหวังแน่นอน แต่การทดลองล้มเหลวก็จำเป็นเหมือนกัน

ความรักมีหลายสี หลายรูปแบบ แตกต่างกัน อย่าตัดสินมันด้วยความคิดของคุณเอง

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าเราจะรู้จักตัวเองที่สุด แต่ลองคิดดูว่าเรารู้จักตัวเองจริงๆ หรือแค่รู้ในสิ่งที่เราอยากรู้

หนังสือเด็กจะเป็นภาพการ์ตูนง่ายง่ายที่แยกระหว่างคนดีและไม่ดีอย่างชัดเจน แต่พอโตขึ้นมาหนังสือที่เราอ่านไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นดีหรือไม่ดี ถ้าคุณมองคนอื่นในรอบด้านก่อนแล้วค่อยมาตัดสินว่าเขาเป็นคนยังไง ก็จะดีไม่น้อย การมองตัวเองก็เช่นกัน

การมีมุมมองต่อตัวเองในแง่ร้ายเป็นกลไกการป้องกันตัวเองของมนุษย์ในวัยผู้ใหญ่ เรามักจะมองหาเหตุผลมารองรับการตัดสินใจหรือปกปิดแผลในจิตใจของตัวเอง

ความจริงไม่เคยมีใครมองข้ามฉัน ที่สุดแล้วก็มีแต่ฉันเท่านั้นที่กำลังมองข้ามตัวเอง

การเข้าใจชีวิตเหมือนเป็นหลักสูตรการเรียนอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่แค่ช่วงจังหวะเวลาที่เปิดโอกาสให้ยอมรับหรือปลงชีวิตแต่เป็นหลักสูตรที่ต้องเรียนรู้และอยู่กับมันไปตลอดชั่วชีวิต

ทว่าในที่สุดแล้วพวกเราทุกคนก็ล้วนเป็นปัจเจก แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลจนเหมือนเส้นขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบ

ฉันคิดว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มีความละอายอยู่ในใจมากกว่าที่คิด เพราะต่างต้องเคยมีคำถามที่อยากถามแต่ไม่ได้เอ่ยปากออกไป เนื่องจากเกรงว่าคู่สนทนาจะไม่ชอบใจ

#ซึมเศร้า #รีวิวซึมเศร้า #อ่านตามlemon8 #หนังสือฮีลใจ

2025/12/10 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าคุณเสิร์ชหา “อยากตายแต่ก็อยากกินต๊อกบกกี” น่าจะกำลังลังเลว่าเล่มนี้เหมาะกับตัวเองไหม หรือมันให้อะไรได้มากกว่าแค่ชื่อที่สะดุดตา สำหรับเราสิ่งที่ทำให้หนังสือนี้อ่านแล้ว “อยู่กับมันได้” คือรูปแบบที่เป็นบทสนทนากับจิตแพทย์แบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนนั่งฟังใครสักคนคุยเรื่องจริงในใจ ไม่ได้พยายามสอนให้คิดบวก แต่พาไปดูว่าความรู้สึกมันมีเหตุผลของมันเอง บรรยากาศทั้งเล่มจะเป็นโทน “ก็แค่…หดหู่นิดหน่อย” ซึ่งตรงกับหลายคนมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ร้องไห้ทุกวัน แต่แบกความหนักไว้ตลอดเวลา (แนว Dysthymia) จุดที่เราว่าคุ้มคือผู้เขียนกล้า “เปิดเผยด้านมืดของตัวเอง” อย่างความอิจฉา ความอยากเป็นคนสำคัญ การตัดสินคนอื่น หรือการแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ทั้งที่จริงๆ แค่อยากถูกรัก พออ่านแล้วมันช่วยให้เรายอมรับว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เสมอไป แค่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังไม่รู้วิธีอยู่กับความรู้สึก อีกอย่างที่คนชอบถามคือเล่มนี้หนักไหม—เราว่าหนักแบบนุ่มๆ คือมีประเด็นหม่น แต่ไม่ได้ชวนจม มันจะพาเห็นกระบวนการ “ปลดล็อก” ทีละนิด เช่น จากความคิดว่าต้องเป็นคนดี/ต้องสมบูรณ์แบบ ไปสู่การยอมรับว่าชีวิตไม่ได้มีแค่ชนะกับแพ้ และความรักตัวเองไม่ใช่การรอให้คนอื่นมารัก แต่คือการไม่ละเลยตัวเองก่อน ถ้าจะให้ทริคอ่านให้ได้ประโยชน์ เราแนะนำ 3 อย่าง 1) อ่านช้าๆ แล้วขีดประโยคที่สะกิดใจ (เล่มนี้มีเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องความกังวลและการเปรียบเทียบ) 2) ลองจด “ประโยคของเรา” ต่อท้าย เช่น วันนี้ฉันรู้สึก… เพราะ… และฉันจะใจดีกับตัวเองด้วย… (สั้นๆ ก็พอ) 3) อ่านเป็นช่วงๆ ตามสัปดาห์ จะรู้สึกเหมือนบำบัดไปพร้อมผู้เขียนมากขึ้น สุดท้าย หลายคนสะเทือนใจที่หนังสือถูกเขียนก่อนผู้เขียนจากไปในวัย 35 ปี เราก็เช่นกัน มันทำให้เล่มนี้ไม่ใช่แค่หนังสือฮีลใจ แต่เป็นบันทึกที่จริงมากของคนที่พยายามอยู่ต่อในแต่ละวัน ถ้าคุณกำลังเหนื่อยกับชีวิต เล่มนี้อาจไม่ได้ทำให้ทุกอย่างหาย แต่จะทำให้คุณรู้สึกว่า “บกพร่องบ้างก็ไม่เป็นไร” และอย่างน้อยวันนี้…เรายังมีเหตุผลเล็กๆ ให้ประคองตัวเองได้ แม้จะเป็นแค่ต๊อกบกกีหรือหนังสือดีๆ สักเล่มก็ตาม หมายเหตุเล็กๆ จากคนอ่าน: ถ้าช่วงนี้คุณมีความคิดทำร้ายตัวเองบ่อยๆ อยากให้ลองคุยกับคนใกล้ตัวหรือผู้เชี่ยวชาญควบคู่กันไป หนังสือช่วยปลอบได้ แต่การได้ความช่วยเหลือจริงๆ ก็สำคัญเหมือนกัน

6 ความคิดเห็น

รูปภาพของ itsjjsense
itsjjsense

ถ้าคนเป็นโรคซึมเศร้าจะอ่านเรื่องนี้ แนะนำให้อ่านมั้ยคะ

ดูเพิ่มเติม(1)
รูปภาพของ Mamaunicorn
Mamaunicorn

ชอบเล่มนี้มากๆเลยค่ะ 🥺

ดูเพิ่มเติม(1)

ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม