คนคุยส่งแบบนี้มาให้.. ควรเขียนมั้ยคะ🫠🥹
โอ้โหหหหห พอเจอกับตัวเองตกใจมากจริงๆ!!!
ไม่คิดเลยว่าจะเจออะไรแบบนี้กับตัวเอง
งงมากเลยค่ะ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้จริงๆ
ถ้าไม่เจอกับตัว ก็คงไม่เชื่อเลย 🥹🥲
คนนี้เราคุยกันมาได้สักพัก
ก็ดูปกติดี เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร
พอเวลาผ่านไปเริ่มได้ที่ ก็ยิงคำถามว่า “จริงจัง” มั้ย
เท่านั้นแหละ… ส่งสัญญาอะไรก็ไม่รู้
กฎข้อห้ามย ิ่งกว่านักโทษ
“นี่มันอะไรกันคะเนี่ยยยยยย”
เห็นแล้วท้อเลย..
เราควรทำยังไงดีคะ
กลัวว่าไม่เซนต์ก็จะหาว่ายังอาลัยอาวรณ์คนเก่า
แต่ถ้าเซนเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา
เขาก็จะเอาอันนี้มาอ้างหาเรื่องเรามั้ย
คือสำหรับเรา ”คนเก่า“
จบแล้วคือจบจริงๆ ไม่คิดจะย้อนศรแน่นอน
แต่เจอแบบนี้ ไปไม่เป็นจริงๆค่ะ
ทำยังไงดีคะ🥹
จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่คนคุยส่ง "สัญญา" หรือข้อห้ามต่างๆ ที่เข้มงวดเกินไป จะทำให้เรารู้สึกกดดันและลังเลว่าควรเซ็นหรือไม่ เพราะมันเหมือนกับการถูกควบคุมมากกว่าความรักจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อความที่ระบุว่าห้ามคุยหรือแม้แต่ติดต่อกับคนเก่า รวมถึงการลบเพื่อนและบล็อกทุกช่องทาง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการตั้งกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด เหมือนการจำกัดเสรีภาพของคนที่เข้ามาคุยด้วย ในฐานะที่เคยพบเจอประสบการณ์แบบนี้ อยากแนะนำให้ลองคิดและพิจารณาในมุมกว้างก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญา อันดับแรก ควรถามตัวเองว่ารู้สึกสบายใจและมั่นใจในความสัมพันธ์นี้เท่าไร ความรักที่ดีควรจะมีความไว้วางใจและความเข้าใจ ไม่ใช่ความรู้สึกว่าต้องถูกบังคับหรือจำกัดเสรีภาพ ถัดมา ลองสื่อสารความรู้สึกและข้อกังวลที่มีออกไปกับคนคุย ถ้าคนคุยจริงใจและใส่ใจจะต้องเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่แค่ส่งสัญญามาให้เซ็นและถือเป็นกติกาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ สุดท้าย การเซ็นสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรบางครั้งอาจกลายเป็นเครื่องมือกดดันหรือข้ออ้างในอนาคต หากความสัมพันธ์มีปัญหา จะทำให้เรารู้สึกถูกบังคับมากขึ้น สิ่งสำคัญคือความสัมพันธ์ควรพัฒนาจากความรู้สึกจริงใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การใช้ "สัญญา" เพื่อจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลหรือเป็นเกราะป้องกันความไม่มั่นคงในใจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในความรู้สึกส่วนตัว การเปิดใจพูดคุยกันตรงๆ และตั้งโจทย์ใหม่ร่วมกัน จะช่วยให้ความสัมพันธ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากกว่าการตั้งกฎระเบียบแบบเข้มงวด หากเจอสถานการณ์แบบนี้ ควรฟังเสียงหัวใจของเราว่าสบายใจไหม แล้วตัดสินใจตามนั้น





อารมณ์เหมือนเด็กม.ต้นเลยค่ะ555555