Automatically translated.View original post

Compared!? 2 formulas of pala foundation

2025/8/30 Edited to

... Read moreหลายคนถามว่า “รองพื้น PALA สูตรเก่า vs สูตรใหม่” ต่างกันยังไง และควรเลือกสูตรไหนให้เข้ากับผิวเรา เราลองสรุปจากที่ใช้จริงแบบเข้าใจง่าย เผื่อใครกำลังเล็งรองพื้น PALA ที่ราคาหลักร้อยแต่หวังงานผิวสวยและกันน้ำค่ะ 1) สูตรเก่า (เหมาะกับผิวผสม-ผิวมันปานกลาง) จากที่ลอง เนื้อจะเป็นลิควิด เกลี่ยง่าย เซ็ตตัวค่อนข้างไว และให้ฟินิชที่ดูแมตต์/กึ่งแมตต์มากกว่า เหมาะกับวันที่ต้องออกไปข้างนอก เจออากาศร้อนหรือเหงื่อ เพราะความทนเหงื่อ-กันน้ำทำได้ดี พอผ่านไปหลายชั่วโมงความมันจะขึ้นน้อยกว่า (ถ้าเป็นคนหน้ามันอยู่แล้ว แนะนำซับมันแล้วเติมแป้งบางๆ จะสวยกว่าโบกหนา) 2) สูตรใหม่ (เหมาะกับผิวแห้ง) สูตรใหม่จะให้ความรู้สึกชุ่มชื้นกว่า งานผิวดูฟูและเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ยังกันน้ำได้ และความปกปิดทำได้ดีเช่นกัน ถ้าใครผิวแห้งหรือมีขุยบริเวณแก้ม/ข้างจมูก สูตรนี้จะช่วยลดความตกร่องได้ดี แต่ถ้าผิวมันมาก อาจต้องคุมมันเพิ่มด้วยแป้งหรือสเปรย์ล็อกเมคอัพ ความปกปิด & งานผิว - อยากได้ปกปิดแต่ยังเนียน: ลงบางๆ 1 ชั้นก่อน แล้วค่อย “กดซ้ำเฉพาะจุด” ที่มีรอย จะดูไม่หนาและไม่โป๊ะ - รอยสิวเข้มมาก: แต้มคอนซีลเลอร์เฉพาะจุด แล้วค่อยทับด้วยรองพื้น จะประหยัดปริมาณรองพื้นและติดทนกว่า ทริคลงให้ติดทน (ใช้ได้กับรองพื้น PALA ทั้ง 2 สูตร) - เตรียมผิว: ผิวมันให้ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อเจลบางๆ ส่วนผิวแห้งให้บำรุงชุ่มขึ้นและรอให้ซึมก่อนลงรองพื้น - เครื่องมือ: ฟองน้ำชุบน้ำบิดหมาดจะให้งานผิวเนียนและบางเบา ส่วนแปรงจะให้ปกปิดมากขึ้น - เซ็ตเมคอัพ: คนหน้ามันให้ลงแป้งฝุ่นเฉพาะทีโซนเบาๆ คนผิวแห้งให้เซ็ตแค่บางจุดหรือใช้สเปรย์แทน สรุปเลือกสูตรไหนดี? - ผิวผสม/ผิวมันปานกลาง เน้นทนเหงื่อ กันน้ำ ออกนอกบ้านบ่อย: ไปทาง “สูตรเก่า” - ผิวแห้ง อยากได้งานผิวชุ่มๆ ไม่เน้นแมตต์ และยังอยากได้ปกปิดดี: ไปทาง “สูตรใหม่” สุดท้ายผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจริงๆ แนะนำลองเทสต์เฉดกับผิวและเช็กสภาพผิวช่วงนั้นด้วย เพราะผิวเราเปลี่ยนตามอากาศและการบำรุงค่ะ