เข้าระบบVat จดบริษัทฯ #ส้มตำ #vat #ภาษี #ค้าขาย

บันทึกไว้เลย… ธุรกิจอาหาร กับภาษี คือของจริง

ปกติก็โดนเรียกไปชี้แจงทุกปี

ร้านส้มตำเล็กๆ ในเชียงใหม่

7 โต๊ะ 28 ที่นั่ง

เต็มร้านจริงๆ ก็ประมาณ 30 คน

แต่เบื้องหลังร้านเล็กๆ

คือกองเอกสารมหาศาล

วันนึงบิลซื้อวัตถุดิบ

15–20 รายการ

ต้องทำ

• รายงานรายวัน

• ภาษีซื้อ

• ภาษีขาย

• เก็บเอกสาร 3–5 ปี

• สเตทเม้นท์ธนาคาร

• เอกสาร VAT

• งบการเงิน

• ปิดงบ

• ยื่นภาษีหลายแบบ

แค่ธุรกิจเดียว เอกสารก็เต็มโต๊ะแล้ว

4 ปีแรก

จดทะเบียนพาณิชย์

พอรายได้เกิน

ต้องตั้งบริษัท 3 ปีต่อมา

และเข้าสู่ระบบ VAT เต็มตัวตั้งแต่จดบริษัท 3 ปีที่แล้ว

2 ปีก่อน

ภาษีเดือนละประมาณ

20,000 – 30,000 บาท

แต่กลางปีที่แล้วจนถึงปีนี้

ภาษีขึ้นมาเป็น

40,000 – 60,000 บาท / เดือน

ก็แอบตกใจเหมือนกัน

แต่ก็เข้าใจ

เพราะยอดขายเพิ่ม

และเราก็เอาเงินสดเข้าระบบทั้งหมด

สิ่งที่ยากของธุรกิจอาหารคือ

กำไรจริงไม่ได้สูงเหมือนที่หลายคนคิด

วัตถุดิบขึ้น

ค่าแรงขึ้น

ค่า GP แอปเดลิเวอรี่

ค่าระบบ

ค่าบัญชี

ค่าภาษี

แต่ราคาขาย

ขึ้นมากไม่ได้

ลองขึ้นราคาแล้ว

ลูกค้าเงียบ

ยอดหายไปหลายแสน

สุดท้ายสิ่งที่ตกผลึกคือ

ลูกค้าเชียงใหม่ต้องการ

• ของอร่อย

• คุณภาพดี

• ราคาเหมาะสม

• บริการดี

• มื้อนึงไม่แพง

ทุกวันนี้

ถ้าเทียบร้านส้มตำ–ยำ ในเชียงใหม่

ร้านเรา

ราคาสูงเป็นอันดับ 2 แล้ว

แต่ก็ยังต้องพยายาม

รักษาความคุ้มค่าให้ลูกค้า

วันนี้ก็เหมือนเดิม

เตรียมเอกสาร

ไปพบสรรพากรอีกครั้ง

เสร็จแล้วก็กลับมาทำงานต่อ

ดูธุรกิจอื่นต่อ

ธุรกิจอื่น

เรื่องภาษีจัดการง่ายกว่าเยอะ

แต่สำหรับผม

ธุรกิจอาหารคือธุรกิจที่ “ยากที่สุด” จริงๆ

แต่ก็ยังรักมันอยู่ดี

เพราะมันคือสิ่งที่สร้างทุกอย่างให้ชีวิตวันนี้

—————————————————————

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากบอกตรงๆ จากใจเจ้าของร้าน

ธุรกิจหลายที่อาจมีวิธีบริหารจัดการต่างกัน บางที่อาจเลือกไม่เข้าระบบเต็มรูปแบบ แต่สำหรับร้านของเรา ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน เราเลือกที่จะทำทุกอย่าง ให้ถูกต้องตามระบบ และซื่อสัตย์กับภาษีมาตลอด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราพยายามบริหารร้านอย่างดีที่สุด

ทั้งดูแลทีมงาน ฝึกสอนน้องๆ ให้มีทักษะ มีอาชีพ และเติบโตไปพร้อมกับเรา

แม้จะมีอุปสรรคมากมาย ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ภาษี ค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือการแข่งขันที่หนักขึ้นในธุรกิจอาหาร แต่ทุกครั้งเราก็พยายามมองว่า มันคือบททดสอบของการทำธุรกิจ และเราจะค่อยๆ แก้ปัญหาและผ่านมันไปให้ได้

ปีนี้ร้านของเรากำลังเข้าสู่ ปีที่ 8 แล้ว

ต้องยอมรับว่าปีนี้ก็เป็นอีกปีที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับเราเหมือนกัน

แต่สิ่งที่เรายังคงตั้งใจทำเหมือนเดิมคือ

• รักษามาตรฐานอาหารให้ดีที่สุด

• พัฒนาทีมงานของเราอย่างต่อเนื่อง

• สร้างโอกาส สร้างอาชีพ และรายได้ให้น้องๆ ในทีม

• ดูแลสวัสดิการทีมงานให้ดี

• ให้ลูกค้าได้รับอาหารที่อร่อยและมีคุณภาพ

• และเติบโตไปพร้อมกับพาร์ตเนอร์ร้านค้าที่ทำงานร่วมกับเรา

สุดท้ายนี้

ฝากร้านส้มตำเล็กๆ ในเชียงใหม่ของพวกเราด้วยนะครับ

ขอบคุณลูกค้าทุกคนที่สนับสนุนกันมาตลอด

จากใจ เจ้าของธุรกิจทั้งสองคน จริงๆ ครับ 🙏

ด้วยความเคารพ 🙏🏻❤️🩷💚

3/10 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนถามเรื่อง “เข้าระบบ VAT” แล้วชีวิตเปลี่ยนยังไง (โดยเฉพาะร้านอาหาร/คาเฟ่) เลยขอเสริมเป็นแนวเช็กลิสต์จากมุมคนทำร้านจริงๆ เผื่อใครกำลังจะจดบริษัทหรือเพิ่งเริ่มยื่นภาษีค่ะ 1) เข้า VAT แล้วต้องยื่นอะไร “ประจำ” สิ่งที่เจอบ่อยสุดคือ ภ.พ.30 (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต้องยื่นแทบทุกเดือน ต่อให้เดือนไหนขายน้อยหรือบางช่วงปิดร้านก็ยังต้องยื่นตามรอบให้ถูกต้อง สิ่งที่ต้องเตรียมคือสรุป “ภาษีขาย” จากใบกำกับภาษี/ยอดขาย และ “ภาษีซื้อ” จากใบกำกับภาษีของวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายที่เข้าหลักเกณฑ์ ยื่นแล้วถึงจะรู้ว่าเดือนนั้นต้องจ่ายเพิ่มหรือมีเครดิตภาษีคงเหลือ 2) ระบบเอกสารคือเรื่องใหญ่ของร้านอาหาร ร้านอาหารมีบิลจุกจิกมาก วันนึง 15–20 รายการเป็นเรื่องปกติ แนะนำให้ทำระบบตั้งแต่แรก: แยกแฟ้มรายเดือน, แยก “บิลซื้อ-บิลขาย”, เก็บสเตทเม้นท์ธนาคาร และทำรายงานรายวันไว้เสมอ เพราะเวลาสรรพากรขอชี้แจง จะถามเป็นลำดับเหตุผลของตัวเลข ถ้าหาเอกสารไม่เจอจะเหนื่อยมาก 3) ภาษีอื่นๆ ที่มักตามมาพร้อม VAT (โดยเฉพาะตอนจดบริษัท) พอเป็นนิติบุคคล นอกจาก ภ.พ.30 แล้ว มักหนีไม่พ้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย เช่น ภ.ง.ด.53 (กรณีจ่ายค่าบริการบางประเภทให้ผู้รับจ้าง/ซัพพลายเออร์) และภาษีนิติบุคคลอย่าง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) กับ ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ซึ่งโยงกับ “งบการเงิน” และการปิดงบ ดังนั้นการมีคนบัญชีที่เข้าใจธุรกิจอาหารจริงๆ จะช่วยลดความเสี่ยงผิดพลาดได้เยอะ 4) ทำไมยอดภาษี VAT ถึงขึ้นได้เร็ว หลายร้านตกใจตอนยอด VAT ต่อเดือนสูงขึ้น ทั้งที่กำไรไม่ได้เพิ่มเท่าที่คิด เพราะ VAT ผูกกับ “ยอดขาย” ไม่ได้ผูกกับกำไรโดยตรง ยิ่งยอดขายโตหรือเริ่มเอาเงินสดเข้าระบบมากขึ้น ตัวเลขก็จะชัดขึ้นตามจริง ดังนั้นควรทำงบกระแสเงินสดคร่าวๆ แยกไว้เลยว่าแต่ละเดือนต้องกันเงินไว้สำหรับ VAT และภาษีอื่นๆ เท่าไหร่ จะได้ไม่ช็อตปลายเดือน 5) ทริคเล็กๆ ที่ช่วยให้ไม่พลาด - ขอใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่รับของ (ชื่อ/ที่อยู่/เลขผู้เสียภาษี/วันที่/รายการ) - ทำสรุปยอดขายรายวันไว้เทียบกับเงินเข้าบัญชี - เก็บเอกสารอย่างน้อย 3–5 ปีตามที่ใช้งานจริงในร้าน - ถ้าใช้เดลิเวอรี่/แพลตฟอร์ม ให้แยกรายได้-ค่าธรรมเนียม (GP) ให้ชัดเจน เพราะตอนปิดงบจะลดเวลาตามแก้ ส่วนคำค้นอย่าง “ณิชาภา วงศ์กีรติกุล” ถ้าใครเจอผ่านกูเกิลแล้วหลงเข้ามา บอกไว้ตรงนี้เลยว่าโพสต์นี้เป็นการแชร์ประสบการณ์เรื่องภาษีของร้านอาหารและการเข้าระบบ VAT ไม่ได้เกี่ยวกับประวัติหรือข้อมูลบุคคลดังกล่าวนะคะ หวังว่าส่วนเสริมนี้จะช่วยให้คนทำร้านเห็นภาพว่า “เข้าระบบ VAT” ไม่ได้น่ากลัว แต่ต้องมีวินัยเรื่องเอกสารและการยื่นแบบภาษีให้สม่ำเสมอค่ะ