ประตูช้างเผือก

อ่านเป็นภาษาล้านนาว่า “ปะตู๋หัวเวียงเจียงใหม่” หมายถึง “ประตูช้างเผือก” ของเชียงใหม่ในปัจจุบัน

ประตูหัวเวียง เป็นประตูเมืองด้านทิศเหนือของเมืองซึ่งอยู่ในตำแหน่ง “เดชเมือง” ของเมืองเชียงใหม่ ตามตำราทักษา

ประตูดังกล่าวเป็นประตูสำคัญในเชิงพิธีกรรม กล่าวคือ ในอดีตนั้น เมื่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองจะขึ้นครองเมืองเชียงใหม่จะต้องไปประกอบการกุศลที่วัดเชียงยืนเสียก่อน แล้วจึงจะเข้าเมืองโดยให้ชาวลัวะจูงหมาสะพายตะกร้านำขบวนผ่านประตูนี้

กาลต่อมา ปะตูหัวเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น “ประตูช้างเผือก” เพราะมีรูปปั้นช้างเผือกสองเชือกตั้งอยู่บริเวณนอกประตูห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร

รูปปั้นดังกล่าวเป็นรูปช้างที่สร้างขึ้นในเมืองเชียงใหม่ มีทั้งช้างเผือกที่เป็นอนุสาวรีย์ซึ่งต่อมากลายเป็นช้างเผือกอารักษ์เมืองหรือเสื้อเมือง และช้างในฐานะอารักษ์เมืองเช่นกัน แต่ตั้งอยู่อีกแห่งหนึ่ง

รูปช้างเผือกและช้างที่ว่า มีความสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่ ทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมความเชื่อ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจไม่น้อย

เฉพาะรูปช้างเผือกที่เป็นอนุสาวรีย์ มีประวัติความเป็นมาปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า ในสมัยพระญาแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 ในราชวงศ์มังรายนั้น ล้านนากับสุโขทัยมีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน ครั้งหนึ่งกษัตริย์ของสุโขทัย คือ พระเจ้าไสยลือไท เกิดความขัดแย้งกับกษัตริย์อยุธยา จึงได้มีราชสาส์นมาขอกองทัพเชียงใหม่ไปช่วยรบกับอยุธยา

พญาแสนเมืองมาทรงยกกองทัพไปช่วย เมื่อถึงสุโขทัยได้ตั้งทัพอยู่นอกเมืองแล้วพักพลรอให้พระเจ้าไสยลือไทออกมาต้อนรับ

Play

00:00

00:00

Mute

Play

Powered by

GliaStudios

แต่การณ์กลับเป็นว่าสุโขทัยยกทัพเข้ารอบโจมตีทัพเชียงใหม่ในเวลาดึกของคืนหนึ่งโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทัพเชียงใหม่แตกพ่าย

พญาแสนเมืองมาพลัดหลงออกจากกองทัพ เสด็จหนีไปทางทับสลิด และได้พบกับชายสองคน คนหนึ่งชื่ออ้ายออบ อีกคนหนึ่งชื่ออ้ายยี่ระ บุคคลทั้งสองได้ผลัดกันแบกพระองค์มาตามทางจนถึงเมืองเชียงใหม่

คุณความดีครั้งนั้นพญาแสนเมืองมาทรงชุบเลี้ยงให้เป็นทหารมียศระดับพวกเป็น พวกช้าง ซ้ายขวา แล้วให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศใต้ของเชียงโฉมทางทิศตะวันออก

อ่านเป็นภาษาล้านนาว่า “ปะตู๋หัวเวียงเจียงใหม่” หมายถึง “ประตูช้างเผือก” ของเชียงใหม่ในปัจจุบัน

ประตูหัวเวียง เป็นประตูเมืองด้านทิศเหนือของเมืองซึ่งอยู่ในตำแหน่ง “เดชเมือง” ของเมืองเชียงใหม่ ตามตำราทักษา

ประตูดังกล่าวเป็นประตูสำคัญในเชิงพิธีกรรม กล่าวคือ ในอดีตนั้น เมื่อกษัตริย์หรือเจ้าเมืองจะขึ้นครองเมืองเชียงใหม่จะต้องไปประกอบการกุศลที่วัดเชียงยืนเสียก่อน แล้วจึงจะเข้าเมืองโดยให้ชาวลัวะจูงหมาสะพายตะกร้านำขบวนผ่านประตูนี้

กาลต่อมา ปะตูหัวเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น “ประตูช้างเผือก” เพราะมีรูปปั้นช้างเผือกสองเชือกตั้งอยู่บริเวณนอกประตูห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร

รูปปั้นดังกล่าวเป็นรูปช้างที่สร้างขึ้นในเมืองเชียงใหม่ มีทั้งช้างเผือกที่เป็นอนุสาวรีย์ซึ่งต่อมากลายเป็นช้างเผือกอารักษ์เมืองหรือเสื้อเมือง และช้างในฐานะอารักษ์เมืองเช่นกัน แต่ตั้งอยู่อีกแห่งหนึ่ง

รูปช้างเผือกและช้างที่ว่า มีความสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่ ทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมความเชื่อ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจไม่น้อย

เฉพาะรูปช้างเผือกที่เป็นอนุสาวรีย์ มีประวัติความเป็นมาปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า ในสมัยพระญาแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 ในราชวงศ์มังรายนั้น ล้านนากับสุโขทัยมีสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน ครั้งหนึ่งกษัตริย์ของสุโขทัย คือ พระเจ้าไสยลือไท เกิดความขัดแย้งกับกษัตริย์อยุธยา จึงได้มีราชสาส์นมาขอกองทัพเชียงใหม่ไปช่วยรบกับอยุธยา

พญาแสนเมืองมาทรงยกกองทัพไปช่วย เมื่อถึงสุโขทัยได้ตั้งทัพอยู่นอกเมืองแล้วพักพลรอให้พระเจ้าไสยลือไทออกมาต้อนรับ

Play

00:00

00:00

Mute

Play

Powered by

GliaStudios

แต่การณ์กลับเป็นว่าสุโขทัยยกทัพเข้ารอบโจมตีทัพเชียงใหม่ในเวลาดึกของคืนหนึ่งโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทัพเชียงใหม่แตกพ่าย

พญาแสนเมืองมาพลัดหลงออกจากกองทัพ เสด็จหนีไปทางทับสลิด และได้พบกับชายสองคน คนหนึ่งชื่ออ้ายออบ อีกคนหนึ่งชื่ออ้ายยี่ระ บุคคลทั้งสองได้ผลัดกันแบกพระองค์มาตามทางจนถึงเมืองเชียงใหม่

คุณความดีครั้งนั้นพญาแสนเมืองมาทรงชุบเลี้ยงให้เป็นทหารมียศระดับพวกเป็น พวกช้าง ซ้ายขวา แล้วให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศใต้ของเชียงโฉมทางทิศตะวันออก

Chang Phueak Gate
2025/10/26 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมประตูช้างเผือก หรือที่เรียกตามภาษาล้านนาโบราณว่า "ปะตู๋หัวเวียงเจียงใหม่" เป็นประตูเมืองที่มีความสำคัญทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์และพิธีกรรมของชาวเชียงใหม่ โดยประตูนี้ตั้งอยู่ในตำแหน่ง "เดชเมือง" ด้านทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่ตามตำราทักษา การผ่านประตูนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าสู่เมืองเท่านั้น แต่ยังมีพิธีกรรมที่สำคัญและเป็นที่เคารพ เช่น การที่กษัตริย์หรือเจ้าเมืองเมื่อขึ้นครองราชย์จะต้องไปประกอบบุญที่วัดเชียงยืนก่อน แล้วจึงเข้ามาในเมืองโดยผ่านประตูช้างเผือกโดยขบวนที่มีชาวลัวะจูงหมาสะพายตะกร้า แสดงถึงความมีชีวิตชีวาและความศรัทธาต่อตำแหน่งประตู ความสำคัญของประตูช้างเผือกยังขยายความหมายไปสู่รูปปั้นช้างเผือกสองเชือกที่ตั้งห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตรนอกประตู ซึ่งล้วนเป็นอนุสาวรีย์ที่แสดงถึงอารักษ์เมืองและความศรัทธาในวัฒนธรรมล้านนา โบราณ เชื่อกันว่าช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์แทนพลังอำนาจ ความบริสุทธิ์ และการปกป้องเมือง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อร่วมกันที่มีมาแต่โบราณของชาวเชียงใหม่ ตำนานเกี่ยวกับพระญาแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ 7 ของราชวงศ์มังราย เล่าถึงช่วงเวลาที่ล้านนาและสุโขทัยมีสัมพันธไมตรีที่ดี พระญาแสนเมืองมาทรงส่งกองทัพไปช่วยราชอาณาจักรสุโขทัยรบกับอยุธยา ซึ่งระหว่างการทำศึกเกิดเหตุการณ์ทัพเชียงใหม่ถูกโจมตีอย่างกะทันหัน จากที่ตั้งใจจะพักพล พญาแสนเมืองมาจึงพลัดหลงออกจากกองทัพและได้รับความช่วยเหลือจากชายสองคนคืออ้ายออบและอ้ายยี่ระจนกลับมาเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ จากความซื่อสัตย์และความกล้าหาญนี้ พญาแสนเมืองมาทรงมีพระมหากรุณาต่อสองชายผู้นี้ ให้มียศเป็นพวกช้าง ซ้าย ขวา และตั้งบ้านเรือนในเขตเมือง ถือเป็นการสร้างชุมชนและฐานะใหม่ในสังคมล้านนา ประตูช้างเผือกไม่ใช่แค่ประตูทางกายภาพ แต่ยังเป็นประตูสู่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนาที่ลึกซึ้ง ทำให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรื่องราวเบื้องหลังอันเป็นมงคลของเมืองเชียงใหม่ ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างพิธีกรรม การเมือง และศิลปวัฒนธรรมในอดีตที่ยังคงมีผลต่อ identitiy ของเชียงใหม่ในปัจจุบัน

2 ความคิดเห็น

รูปภาพของ แม้ว
แม้ว

🙏🏻🙏🏻🙏🏻 ราตรีสวัสดิ์ หลับฝันดีครับ ❤️

ดูเพิ่มเติม(1)