ในปีพ.ศ. 1836 – 2101 สมัยราชวงศ์มังราย วัดเชียงยืนเป็นพระอารามหลวงนามมงคลมีฐานะเป็นเดชเมืองเชียงใหม่ เพราะสร้างขึ้นในลักษณะการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับชัยภูมิและความเชื่อทางโหราศาสตร์ ซึ่งมีวัดเชียงยืนเป็นวัดมงคลนาม ประดิษฐานมงคลศักดิ์สิทธิ์คือพระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง หมายถึง บารมีอำนาจยิ่งใหญ่ ซึ่งเจ้าพระยามหากษัตริย์ล้านนาในอดีตจะมาทำการสักการบูชาก่อนเข้าเมืองหรือ เมื่อมีพิธีราชาภิเษก หรือทั้งก ่อน – หลังออกศึกสงคราม เพื่อให้เกิดสิริมงคล
วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยใดนั้นไม่มีปรากฏหลักฐานชัด แต่ที่มีการสันนิษฐานกันจากหลักฐานที่ปรากฏไว้ว่า ในสมัยพญามังรายมหาราช พระองค์ได้สร้างวัดคู่เมืองเชียงใหม่เป็นแห่งแรก คือ วัดเชียงมั่น หมายถึง “มั่นคง” ต่อมาสร้างวัดเชียงยืน หมายถึง “ยั่งยืน” ด้วยจะมีพระราชประสงค์ที่ว่าวัดเชียงมั่นตั้งอยู่เขตพระนครด้านใน เมื่อประตูเมืองปิดอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ที่อยู่นอกกำแพงเมืองจะได้ อาศัยวัดเชียงยืน เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา#วัดเชียงยืน
วัดเชียงยืนไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังถือเป็นหัวใจทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ การที่วัดนี้ถูกวางผังเมืองอย่างสอดรับกับหลักชัยภูมิและความเชื่อด้านโหราศาสตร์ ถือเป็นการผสมผสานความศรัทธากับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างลงตัว ซึ่งในสมัยโบราณนั้น พระราชาและขุนนางล้านนาใช้วัดเชียงยืนเป็นที่ทำพิธีขอพรและรับศักดิ์สิทธิ์ก่อนดำเนินกิจการสำคัญ เช่น พิธีราชาภิเษก หรือก่อนออกศึกสงคราม เพื่อขอให้เป็นสิริมงคลและความคุ้มครองจากอำนาจเหนือธรรมชาติ จากการตั้งชื่อวัดเชียงยืนที่สื่อความหมายถึงความมั่นคงและยั่งยืน มิใช่เพียงการบอกเล่าเรื่องความคงทนทางโครงสร้าง แต่ยังสื่อถึงความหวังให้เมืองเชียงใหม่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงถาวร นอกจากนี้ การเลือกตั้งวัดเชียงมั่นไว้ในเขตพระนครด้านใน และวัดเชียงยืนในเขตนอกเมืองยังแสดงถึงการแบ่งบทบาทและความสำคัญของวัดทั้งสอง ทั้งในด้านศาสนาและการคุ้มครองชุมชนตามความเชื่อแบบล้านนา สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมวัดเชียงยืนและเรียนรู้ประวัติศาสตรืนี้ สามารถสังเกตเห็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาแท้ๆ และได้รับความรู้จากคำบอกเล่าของชาวบ้านหรือบรรดานักบวชที่ดูแลสถานที่ การเยี่ยมชมที่นี่จึงไม่เพียงได้สัมผัสกับความงดงามทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์อันยาวนานของเชียงใหม่ ที่ทำให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของสถานที่ในแง่มุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น






























