วัดช่างฆ้อง เดิมชื่อ วัดศรีพูนโต[1] สร้างเมื่อ พ.ศ. 1900 คงร้างไป จนเมื่อชาวบ้านช่างฆ้องที่อพยพมาจากเชียงแสนราวต้นรัตนโกสินทร์เป็นผู้สร้างวัดขึ้นใหม่ จึงได้นามวัดตามอาชีพของชาวบ้านแถบนี้[2] แต่เมื่อมีการตัดถนนและมีผู้มาสร้างบ้านเรือนขึ้นภายในพื้นที่วัด ทำให้เจดีย์และอุโบสถกลายเป็นส่วนนอกวัดถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างและทรุดโทรมลง
อาคารเสนาสนะภายในวัดได้แก่ วิหารศิลปะล้านนา หลังคาซ้อนชั้นหลายช ั้น หน้าบันทำลวดลายเป็นรูปช้างสามเศียร ตรงกลางมีลวดลายเทวดาและลายพรรณพฤกษา ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝีมือช่างพื้นบ้านเขียน เรื่องพระเจ้าสิบชาติ หอไตรสร้างเมื่อ พ.ศ. 2446 เป็นอาคารสองชั้นก่ออิฐฉาบปูน เป็นอาคารที่มีโครงสร้าง แบบอิทธิพลจีน ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น และไม้แกะสลักฉลุลาย ฝีมือช่างพื้นมืองศิลปสถาปัตยกรรมแบบล้านนาผสมพม่า มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง บริเวณระเบียงชั้นสองของอาคาร เขียนเรื่องปัญญาสชาดก ตอนเจ้าสุวัตรกับบางบัวคำ
เจดีย์ทรงปราสาทที่สร้างพร้อมกับการสร้างวัด เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบพื้นเมืองล้านนา ฐานล่างเป็นฐานเขียงเรียบถัดขึ้นไป เป็นฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม มาลัยเถาเป็นเหลี่ยม องค์ระฆังกลมส่วนยอดมีฉัตร มุมทั้งสี่ของเจดีย์มีสิงห์ปูนปั้นแบบพม่า ปัจจุบันเจดีย์อยู่ภายนอกบริเวณวัด[3]#วัดช่างฆ้อง
จากประสบการณ์ที่ได้ไปเยี่ยมชมวัดช่างฆ้องในจังหวัดเชียงราย ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของวัดโบราณที่ยังคงเป็นเสน่ห์และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วัดนี้นอกจากจะมีประวัติการก่อสร้างที่น่าสนใจตั้งแต่สมัยเชียงแสนรวมถึงการปรับปรุงขึ้นใหม่ในรัตนโกสินทร์ตอนต้นแล้ว ยังมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะล้านนาและพม่าที่หาชมได้ยาก เช่น วิหารหลังคาซ้อนชั้นที่หน้าบันมีลวดลายรูปช้างสามเศียรและลายเทวดาพรรณพฤกษา ซึ่งสะท้อนความประณีตของงานช่างพื้นบ้านได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผมประทับใจอย่างยิ่งคือหอไตรสองชั้นที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2446 ที่ถือเป็นตัวอย่างของโครงสร้างอิทธิพลจีนได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะประตูนับว่ามีความละเอียดในการแกะสลักลวดลายไม้ที่งดงามไม่แพ้ความสำคัญทางศิลปะในพื้นที่บริเวณรอบ ๆ ยังประดับด้วยลวดลายปูนปั้นและไม้ฉลุลายที่ได้รับการดูแลอย่างดี เจดีย์ทรงปราสาทในวัดนี้ก็มีความน่าสนใจ เพราะเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนาพื้นเมือง มีฐานเขียง เรียบ และฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม พร้อมองค์ระฆังและฉัตรยอด ที่สม่ำเสมอและมีสิงห์ปูนปั้นรูปแบบพม่าที่มุมทั้งสี่ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างล้านนาและพม่าในประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง จากการสังเกตวัดช่างฆ้อง พบว่าปัจจุบันบางส่วนของวัดถูกปล่อยให้รกร้าง และสถานที่บางส่วนกลายเป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นประเด็นที่ชาวบ้านและผู้สนใจศิลปวัฒนธรรมควรช่วยกันอนุรักษ์ เพื่อให้แหล่งวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ยังคงอยู่และเผยแพร่ต่อไปในอนาคต สำหรับใครที่สนใจเรื่องศิลปะล้านนาและประวัติศาสตร์ไทย วัดช่างฆ้องเป็นจุดหมายที่ควรไปสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะนอกจากจะได้ชมศิลปะที่ละเอียดอ่อน ยังได้เรียนรู้เรื่องราวของชุมชนช่างฆ้องที่มีอาชีพอันเป็นต้นกำเนิดของชื่อวัด รวมถึงการเยี่ยมชมภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องพระเจ้าสิบชาติและเรื่องปัญญาสชาดกที่มีคุณค่าทางจิตใจอย่างลึกซึ้ง
🙏🙏🙏 สวัสดีครับ❤️❤️