วัดอุโมงค์
ตั้งอยู่ที่ บ้านอุโมงค์ ตำบลอุโมงค์
อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา
สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
สร้างเมื่อ พ.ศ.2285 (ปัจจุบันอายุ 274 ปี)
ตามประวัติวัดแจ้งว่า เดิมที่ตั้งวัดอยู่กลางทุ่งหนองป่าแพ่ง
เป็นที่ราบลุ่ม น้ำท่วมทุกปี การเดินทางลำบาก มาถึงสมัย
ครูบาปินตาเป็นเจ้าอาวาส ได้ปรึกษากับศรัทธาญาติโยม
ว่าเห็นควรย้ายวัด จึงได้ย้ายมาตั้ง ณ ที่ปัจจุบันนี้ ซึ่งเดิมเป็ น
ที่วัดร้าง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.2474
ในอดีต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
ขณะที่พระองค์ท่าน ยังทรงดำรงพระยศเป็น มงกุฎราชกุมาร
พระองค์ท่านเสด็จทรงช้างพร้อมด้วยข้าราชบริพารผ่านมาถึงหน้าวัด
เมื่อเดือน มกราคม พ.ศ. 2439 ตรงกับ ร.ศ. 124 ข้าราชการที่ตามมาเสด็จ
และประชาชนบ้านอุโมงค์ที่มาเฝ้าเสด็จ ได้ร่วมกันสร้างพลับพลาที่ประทับ
ใต้ต้นมะขาม ซึ่งต้นมะข้ามต้นนั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าวัด
และเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2532 พณฯ ท่าน มล. ปิ่น มาลากุล
อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และคณะฯ ได้มาสำรวจสอบถามประวัติ
ความเป็นมาของวัด ซึ่งครั้งหนึ่งองค์พระประมุขของชาติไทย ได้เคยเสด็จ
มาถึงวัดอุโมงค์แห่งนี้แสดงให้เห็นว่า วัดอุโมงค์เป็นวัดเก่าแก่
เป็นโบราณส ถานแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน
ความหมายและที่มาของชื่อบ้านอุโมงค์
“บ้านอุโมงค์” เป็นชื่อแปลงมาจากคำว่า “โอ้งโม่ง”
ซึ่งเป็นคำพื้นเมืองแปลว่า “เป็นหลุมเป็นบ่อ” อยู่ที่หน้าวัดอุโมงค์
(บางท่านบอกว่าอยู่ที่ใต้วัด) โดยอดีตกาลสมัยที่ยังไม่มีบ้านเรือนมากนัก
ยังไม่ได้ชื่อว่าบ้านอุโมงค์ บริเวณนั้นเป็นป่าลึกทึบ นาน ๆ จะมีพระธุดงค์จาริก
มาเผยแพร่พระธรรมโปรดศรัทธาญาติโยม
เรื่องมีอยู่ว่าได้มีพระธุดงค์เดินทางมาจากทิศใต้เข้ามาปักกลด
อยู่ในป่าทึบแห่งนี้ ใกล้ ๆ กับที่พระธุดงค์ปักกลดอยู่นั้นมีหลุม ๆ หนึ่งขนาดกว้าง
พอประมาณ ในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำได้มีดวงไฟลอยขึ้นมาจากหลุม
พอรุ่งเช้าก็หายไป พระธุดงค์ได้เดินสำรวจบริเวณที่ท่านเห็นดวงไฟลอย
ขึ้นมา พบปากหลุมขนาดกว้างมีหญ้าปกคลุม จึงได้ใช้มือเบิกหญ้าขึ้นมา
พบอุโมงค์มีบันไดทอดลงไปข้างล่างแต่ก็มิได้สนใจอะไร
จนเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นติดต่อกันถึง ๓ วัน ท่านจึงได้ส่งกระแสจิต
ลงไปดูยังอุโมงค์เบื้องล่าง พบว่าแสงดวงนั้นเป็นแสงที่เกิดจากดวงแก้ว
ข้าง ๆ แท่นหินมีพญานาคอาศัยอยู่ ลึกเข้าไปมีเรือทองคำ เรือเงิน ข้าวสาร
ทองคำ ข้าวสารเงิน เพชรพลอย แก้วแหวน พระพุทธรูปเงิน
พระพุทธรูปทองคำ ทำให้ทราบว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
สมควรตั้งเป็นศาสนสถานวัดวาอารามเพื่อให้ชาวบ้านได้มากราบไหว้บูชา
และปฏิบัติธรรมต่อไป
ลักษณะที่ตั้ง ภูมิประเทศ
เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการทำเกษตร
มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะลำเหมืองเก้าศอก
เหมืองพญาคำ ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เช่น
ปลูกข้าว เกษตรระยะสั้น ผักสวนคร ัว ปัจจุบันที่นาส่วนใหญ่
กลายเป็นสวนลำไย ทำให้ประชาชนมีรายได้จากผลผลิตลำไย
วิถีชีวิตของคนในชุมชน
คนชุมชนบ้านอุโมงค์ ส่วนใหญ่ชาติพันธุ์เป็นคนพื้นเมือง
พูดภาษาพื้นเมือง(คำเมือง)
ต้นไม้นามบ้าน/สัญลักษณ์หมู่บ้าน
ต้นขี้เหล็ก เดิมเป็นต้นไม้ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นับจากหมู่เกาะต่างๆ ของประเทศอินโดนีเซีย ไปจนถึงศรีลังกา
ต่อมามีคนนำมาปลูกในบริเวณต่างๆของประเทศไทย จึงทำให้พบ
ต้นขี้เหล็กอยู่ทั่วทุกภาค ชาวบ้านนิยมปลูกไม้ขี้เหล็เป็นไม้ให้ร่ม
เป็นไม้ประดับ ขึ้นได้ในดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี
ขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันวิจัยหริภุญชัย
ขอบคุณผู้ทำการสำรวจ ค้นคว้าข้อมูลและจัดทำทุกท่านค่ะ
วัดอุโมงค์ถือเป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดลำพูน ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่สืบทอดมานานกว่า 270 ปี แต่ยังสะท้อนภาพวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของชุมชนบ้านอุโมงค์อย่างชัดเจน จากเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับพระธุดงค์ที่พบดวงไฟลึกลับลอยขึ้นมาจากอุโมงค์ใต้ดินทำให้รู้สึกขนลุกและน่าสนใจอย่างยิ่ง ตำนานนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่ผสมผสานระหว่างความศรัทธาและธรรมชาติ นอกจากนี้ การที่พระพุทธรูปทองคำ เงิน เพชรพลอย และเรือทองคำถูกค้นพบในบริเวณนั้นยังส่งเสริมความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ ภูมิประเทศรอบวัดที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำและดินดีเหมาะสำหรับเกษตรกรรม เช่น การปลูกข้าวและลำไย ทำให้ชุมชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนและรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้อย่างสมบูรณ์ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไป ต้นขี้เหล็กที่เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่เพื่อประโยชน์ทั้งด้านความร่มรื่นและความงาม เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความผูกพันของคนในชุมชนกับธรรมชาติรอบตัว หากคุณมีโอกาสมาเยือนวัดอุโมงค์ในจังหวัดลำพูน อย่าพลาดที่จะสัมผัสบรรยากาศสงบร่มรื่นและศึกษาความเป็นมาของวัดพร้อมกับชาวบ้านที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมและภาษาถิ่นคำเมืองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ที่นี่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และตำนานท้องถิ่นของภาคเหนืออย่างแท้จริง