วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ แต่เดิมชื่อว่า วัดโพธิ์น้อย วัดมหาจันทร์ วัดอุโมงค์อริยมณฑล หรือ วัดมหาพลอยสะหรีน้อยกลางเวียง ไม่ปรากฏในเอกสารโดยตรง แต่จะมีการกล่าวที่เกี่ยวกับวัดอุโมงค์นอกเมือง และพูดถึงวัดอุโมงค์ในเมืองเล็กน้อย การเรียกชื่ออุโมงค์จะเรียกชื่อตามหลักว่า หากเห็นอุโมงค์ในเมือง เรียก อุโมงค์อริยมลฑล อุโมงค์นอกเมือง เรียก อุโมงค์เถรจันทร์ แต่ปัจจุบันเกิดการสับสน จึงเรียกอุโมงค์ในเมืองว่า อ ุโมงค์เถรจันทร์ และเรียกอุโมงค์นอกเมืองว่า อุโมงค์สวนพุทธธรรม
จากการบอกเล่าว่าวัดทั้งสองนี้มีเจ้าอาวาสองค์เดียวกัน ตือ มหาเถรจันทร์ หรือเถรจันทร์ การที่มี 2 พระอาราม กล่าวว่าท่านสติไม่สู้ปกติ เวลาสติดีก็อยู่ในเมือง หากสติไม่สู้ดีก็จะไปอยู่วัดอุโมงค์นอกเมือง พระมหาเถรมีความรู้ปราดเปรื่องแตกฉานทั้งทางโลกและทางธรรม ในคัมภีร์ใบลานซึ่งถอดความโดย พระมหาหมื่นวัดหอธรรม (ปัจจุบันเป็นบริเวณวัดเจดีย์หลวง) จะกล่าวถึงวัดอุโมงค์นอกเมือง และมีการผูกโยงถึงการมีวัดอุโมงค์ 2 แห่ง และมีเจ้าอาวาสองค์เดียวกัน หากเป็นเช่นตามเรื่องที่เล่า อาจกล่าวได้ว่าวัดอุโมงค์ในเมืองสร้างร่วมสมัยกับวัดอุโมงค์นอกเมือง
อีกแหล่งข้อมูลระบุว่า วัดสร้างราว พ.ศ. 1839–1840 ร้างโดยพระมหากษัตริย์สามพระองค์เป็นสหายกันคือ พญามังรายมหาราช พญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช[1] เมื่อ พ.ศ. 2461 พบว่าเป็นวัดร้าง อย่างไรก็ดีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่าตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 1910 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 1918 กรมศิลปากรได้มีการขึ้นทะเบียนตั้งแต่ พ.ศ. 2522#วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์
วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์เป็นหนึ่งในวัดที่มีเสน่ห์และมีเรื่องเล่ามากมายซึ่งสะท้อนความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเชียงใหม่อย่างลึกซึ้ง จากที่ได้ศึกษาข้อมูล ผมพบว่านอกจากความแตกต่างระหว่างวัดอุโมงค์ในเมืองและวัดอุโมงค์นอกเมืองซึ่งแต่เดิมมีเจ้าอาวาสองค์เดียวกันแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้ปกครองสมัยก่อนที่มีต่อการสร้างวัดและสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนา ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเมื่อได้ไปเยือนวัดอุโมงค์ พบว่าวัดไม่ได้มีเพียงความเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกสงบและมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เนื่องจากวัดตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้อันร่มรื่นและมีอุโมงค์ใต้ดินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งบางครั้งก็มีการจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ การได้ชมสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุต่างๆ ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าการอนุรักษ์วัดนี้เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้เรื่องราวของเจ้าอาวาสมหาเถรจันทร์ที่มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม ทำให้ผมเห็นว่า วัดนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ทางปัญญาแก่ชุมชนในอดีตด้วย การสับสนเรื่องชื่อวัดและการเรียกชื่อวัดสองแห่งนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา แต่ก็ยังรักษาไว้ซึ่งรากเหง้าและความสำคัญทางวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ได้อย่างดี หากใครสนใจจะไปเยี่ยมชม ควรไปช่วงเช้าหรือช่วงเย็นที่อากาศกำลังดี และอย่าลืมอ่านป้ายข้อมูลและฟังคำบรรยายเพื่อเข้าใจประวัติที่ลึกซึ้งของวัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์ที่ซ่อนอยู่ในทุกซอกทุกมุมของวัด ซึ่งจะช่วยทำให้การเที่ยวชมครั้งนี้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น
















































