Automatically translated.View original post

Share Experience as an Entrepreneur EP.3

1/10 Edited to

... Read moreถ้ากำลังลังเลว่า “ออกบูธในห้างรอดไหม” บอกเลยว่ามันรอดได้…แต่ไม่ใช่ทุกที่ และไม่ใช่ทุกวัน เราเคยเจอช่วงที่บูธขายของในห้างเงียบมาก เตรียมของไปเยอะ จัดบูธสวย เปิดไฟเต็ม แต่ทั้งวันปิดยอดได้แค่ 1 คน ยอดขายไม่ถึงพันบาทต่อวัน ความรู้สึกตอนนั้นคือท้อมาก เพราะค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนของ ค่าแรง (ถ้ามี) มันวิ่งอยู่ตลอด สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการออกบูธในห้างรอบนั้นคือ “คนเดินเยอะ ≠ คนพร้อมซื้อ” ห้างบางโลเคชันคนเดินผ่านไว มองแล้วไปต่อ หรือกลุ่มลูกค้าไม่ได้ตรงกับสินค้าเรา ดังนั้นก่อนจองพื้นที่ ลองทำการบ้านเพิ่มนิดนึง 1) เลือกโลเคชันให้ตรงกลุ่มลูกค้า ถ้าสินค้าเป็นแนวของใช้/ของหอม/ของฝาก (แบบก้านไม้หอม น้ำมันหอมระเหย ก้อนหินหอม) กลุ่มที่ตัดสินใจซื้อไวอาจเป็นคนทำงานที่อยากซื้อไปใช้ที่โต๊ะทำงานหรือซื้อเป็นของขวัญ เราเลยลองย้ายไป “ตึกออฟฟิศ” แทน ผลคือวันแรกขายดีจนของเกือบหมดร้าน และรอบถัดมายอดทะลุเป้า ได้กำไรจริงจัง 2) หน้าบูธต้องบอกให้ชัดว่าขายอะไร บูธในห้างมีคนเดินผ่านเร็วมาก ป้ายหน้าร้านควรเห็นปุ๊บรู้ปั๊บ เช่น “ก้านไม้หอม/น้ำมันหอมระเหย” พร้อมราคาเริ่มต้น หรือโปรโมชันสั้นๆ จะช่วยให้คนหยุดได้มากขึ้น 3) เตรียม “จุดทดลอง” ให้คนตัดสินใจง่าย ของหอมถ้าได้ลองดม/ลองเทสต์ จะปิดการขายง่ายขึ้นมาก แนะนำทำตัวอย่างกลิ่นให้เป็นระเบียบ มีชื่อกลิ่นชัดๆ และเตรียมถุงกระดาษ/แพ็กเกจให้ดูเป็นของขวัญได้ทันที 4) คิดต้นทุนออกบูธให้ครบก่อนตัดสินว่าคุ้มไหม นอกจากค่าเช่า ให้บวกค่าเดินทาง ค่าจอดรถ ค่ากินอยู่ ค่าพนักงานออกบูธตามห้าง (ถ้าจ้าง) และเผื่อของเสีย/ของชำรุดจากการขนย้ายด้วย จะได้รู้ “ยอดขั้นต่ำที่ต้องขายให้ถึงทุน” ต่อวัน 5) ถ้าขายอาหาร: โฟกัสความเร็วและกลิ่นนำทาง สำหรับคนที่ออกบูธขายอาหาร แนะนำเตรียมเมนูที่ทำไว/เสิร์ฟไว ป้ายราคาใหญ่ๆ และจัดให้กลิ่น/ภาพอาหารดึงดูด เพราะคนหิวตัดสินใจเร็ว แต่ก็ต้องคุมคิวและความสะอาดให้เป๊ะ สุดท้าย อยากบอกว่าออกบูธไม่ใช่วัดว่าเราเก่งหรือไม่เก่ง แต่อยู่ที่ “ทำเล +จังหวะ +การนำเสนอ” ลองเก็บข้อมูลทุกวันว่าอะไรขายดี ช่วงเวลาไหนคนเยอะ แล้วค่อยปรับรอบถัดไป โอกาสกลับมาขายดีแบบพลิกเกมมีจริงค่ะ