P. CKทำยังไงถึงได้17%
Financial Engineering (วิศวกรรมการเงิน) มันไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็น “ศิลปะ + วิทยาศาสตร์” ในการ ออกแบบเครื่องมือหรือโครงสร้างทางการเงิน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนหรือความเสี่ยงในแบบที่ต้องการ ตัวอย่างวิธีการ (เหมือน CK ใช้)
-Arbitrage (เก็งกำไรส่วนต่าง)
ซื้อสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนสูง
ใช้เงินกู้ต้นทุนต่ำ
ส่วนต่าง = กำไร
→ CK กู้ที่ 3–4% แต่ลงทุนได้ 12% = กำไรสุทธิ (ก่อนปรับเลเวอเรจ)
-Leverage (การใช้หนี้เพิ่มกำไร)
ใช้หนี้ไปค้ำหลักทรัพย์ / กู้เพิ่ม / รีไฟแนนซ์
ยิ่งเลเวอเรจเยอะ กำไรก็ทบเร็ว แต่เสี่ยงพังเร็วเหมือนกัน
-Securitization (การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์)
เช่น เอาสัญญาเช่า, ลูกหนี้การค้า, หุ้น ไปแปลงเป็น “ตราสารหนี้” ขายให้นักลงทุน
ทำให้ได้สภาพคล่อง + ไม่ต้องขายสินทรัพย์
→ คล้ายกับที่ CK เอาหุ้นไปค้ำเพื่อต่อยอด
-Tax Shield (การใช้โครงสร้างลดภาษี)
ใช้หนี้เพื่อลดภาษี (ดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่าย)
หรือใช้บริษัทลูก/โครงสร้างการลงทุน เพื่อเลี่ยงภาษีจาก capital gain
-Derivatives (ตราสารอนุพันธ์)
ใช้ Futures, Options, Swap เพื่อ “ล็อกความเสี่ยง” หรือ “เพิ่มผลตอบแทน”
เช่น Lock ค่าเงินบาท, Hedge อัตราดอกเบี้ย
การทำ Financial Engineering ไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎี แต่เป็นการนำหลาย ๆ เครื่องมือทางการเงินมารวมกันเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงและควบคุมความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในเทคนิคสำคัญคือการใช้ Leverage หรือการใช้หนี้เพิ่มกำไร ซึ่งช่วยให้การลงทุนสามารถทำกำไรได้มากขึ้นแต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะถ้าหากไม่ได้บริหารดี ๆ ความเสี่ยงของการล้มละลายก็สูงตามไปด้วย นอกจากนี้ การนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปแปลงเป็นตราสารทางการเงิน (Securitization) ทำให้สามารถปลดล็อกเงินสดได้โดยไม่ต้องขายสินทรัพย์ออกไปจริง เช่น การเอาหุ้นไปค้ำประกัน เพื่อต่อยอดลงทุนอีกครั้ง เป็นวิธีที่พี่ CK ใช้ควบคู่ไปกับการลดภาษี (Tax Shield) ผ่านการใช้ดอกเบี้ยหนี้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง การใช้ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) เช่น Futures, Options และ Swap ก็ช่วยในการล็อกความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน โดยเฉพาะในตลาดที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าและลูกหนี้การค้า ทำให้พอร์ตลงทุนมีความมั่นคงแม้ตลาดผันผวน สำหรับใครที่สนใจจะลองนำ Financial Engineering มาประยุกต์ใช้แนะนำให้เริ่มจากการเรียนรู้พื้นฐานและทดลองใช้เครื่องมือแต่ละชนิดอย่างระมัดระวัง เพราะแม้จะมีโอกาสทำกำไรสูง แต่ก็มีความซับซ้อนและเสี่ยงหากไม่บริหารจัดการอย่างถูกต้อง ข้อมูลจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง KKR Infrastructure Fund ที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ เช่น พลังงาน และคมนาคม ถือเป็นตัวอย่างของการใช้กลยุทธ์นี้ในระดับมืออาชีพ ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงและผลตอบแทนในระยะยาว ด้วยการเข้าใจและประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Financial Engineering เหล่านี้ ผสมผสานกับการวิเคราะห์ตลาดและการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ก็เป็นเส้นทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณสามารถเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยมากขึ้น















