Automatically translated.View original post

No King 3: 8 million people... close to knocking down the government, right? (3.5% rule)

8 million people is not just a number... it is the "pressure" that begins to touch the critical point of the system.

Research says that just 3.5% of the population can change the game of the whole country.

Now America has reached 8 million.

Four million left will reach the theoretical "breaking point."

The question is,

👉 It's gonna be Loyalty Shifts, right?

👉 Or finally... will be as quiet as ever.

Comment, view, you come on.

# NoKings # MassProtest # Psychology # BrainFacts # Aomthebraineng

5 days agoEdited to

... Read moreจากประสบการณ์และการติดตามข่าวสารทั่วโลก ผมสังเกตว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีเป้าหมายจะยุติอำนาจหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญมักจะต้องอาศัยแรงสนับสนุนอย่างน้อย 3.5% ของประชากรเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจำนวนนี้ช่วยสร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาและการเมืองที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและทหารเริ่มลังเลในการปฏิบัติตามคำสั่ง ในภาพของการประท้วง "No Kings 3" ที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 8 ล้านคนในสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มเข้าใกล้จุดวิกฤตของระบบการเมือง การมีจำนวนคนมากขนาดนี้แสดงให้เห็นถึงพลังที่สูงมากที่จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงจัง เหมือนที่งานศึกษาของสถาบัน Harvard Kennedy School ชี้ว่า ความต่อเนื่องและความเร็วของการประท้วง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากกว่าขนาดของกลุ่มคนเพียงอย่างเดียว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ "Loyalty Shifts" หรือ การเปลี่ยนแปลงความจงรักภักดีของเจ้าหน้าที่รัฐและทหาร ที่เมื่อเกิดขึ้นมักทำให้แรงกดดันของประชาชนที่มีขนาดอย่างน้อย 3.5% ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ การไม่เชื่อฟังคำสั่งหรือการเอียงข้างประชาชนจะช่วยให้การประท้วงไม่มีความรุนแรงมากขึ้นและมีโอกาสสำเร็จสูงกว่าการใช้กำลังรุนแรง อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์จริง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งแม้จะมีจำนวนผู้ประท้วงมาก แต่มวลชนก็อาจค่อยๆ เบาบางลงหรือถูกแบ่งแยกทางความคิด จนนำไปสู่ความเงียบและการล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าในสถานการณ์ปัจจุบันจะเกิด Loyalty Shifts หรือไม่ และการเคลื่อนไหวนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันที่ยั่งยืนหรือจางหายไปตามกาลเวลา จากการเห็นว่าการประท้วงหลายครั้งในอดีตมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว สิ่งสำคัญคือการจัดการกับ "momentum" หรือความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว การสื่อสารที่ชัดเจน และการทำความเข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อลดความรุนแรง และการสร้างสันติวิธีในทิศทางที่ถูกต้อง ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ มักต้องเกิดจากพลังร่วมของประชาชนที่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนและการเคลื่อนไหวที่มีระบบ ไม่เพียงแค่จำนวนคน แต่รวมถึงความเร็วและความต่อเนื่องที่สำคัญด้วยเช่นกัน