เรื่องสั้น:พระราชบัญญัติควบคุมอัตตา(EGO) พ.ศ. 2574

พระราชบัญญัติควบคุมอัตตา(EGO) พ.ศ. 2574

.....วันที่รัฐประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมอัตตา

ผมนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่หน้าปากซอย

ในทีวีร้านเขาเปิดถ่ายทอดสด นายกรัฐมนตรีพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“คนเราควรมีคุณค่าในตัวเองได้

แต่สังคมที่ดี ต้องไม่มีใครกดทับใครด้วยความเหนือกว่า”

คนในร้านพยักหน้าเหมือนฟังธรรมะ

ผมก็พยักหน้า

ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่า

คำว่า “เหนือกว่า” จะถูกวัดด้วยตัวเลข

หนึ่งเดือนต่อมา

ทุกคนได้รับสายรัดข้อมือฟรีจากรัฐ

เรียกว่า “เครื่องปรับสมดุลตน”

มันดูเหมือนนาฬิกาสุขภาพธรรมดา

วัดชีพจร วัดความเครียด วัดการนอน

แต่สิ่งที่มันเพิ่มเข้ามาคือ “ดัชนีอัตตา”

ตัวเลขเริ่มต้นที่ 50 ทุกคนเท่ากัน

ต่ำกว่า 20 เข้าข่ายภาวะคุณค่าตนต่ำ

สูงกว่า 80 เริ่มเสี่ยงกดทับสังคม

เกิน 90 ถือว่าฝ่าฝืนมาตรา 12

รัฐบอกว่า ระบบจะคำนวณจากหลายอย่าง

ถ้อยคำที่พิมพ์

น้ำเสียงที่พูด

จำนวนคนที่แสดงความชื่นชม

รวมถึงความรู้สึกพึงพอใจภายในที่เซ็นเซอร์จับได้จากชีพจร

มันฟังดูเว่อร์

แต่ไม่มีใครปฏิเสธ เพราะมัน “ฟรี” และ “เพื่อความเท่าเทียม”

ตอนแรกผมไม่เคยเกิน 65

ผมทำงานบริษัทเอกชนธรรมดา

ทำโปรเจกต์เงียบ ๆ

ไม่ค่อยโพสต์อะไร

จนวันที่ผมได้เลื่อนตำแหน่ง

ผมไม่ได้อวด

ผมแค่โพสต์รูปใบประกาศ แล้วเขียนว่า

“เหนื่อยมาทั้งปี ในที่สุดก็พิสูจน์ตัวเองได้”

ยอดไลก์ขึ้นเร็วมาก

เพื่อนเก่าสมัยมหาลัยเข้ามาเมนต์

“เก่งว่ะ มึงนี่เหนือคนอื่นจริง ๆ”

ผมอ่านแล้วรู้สึกอุ่นในอก

เหมือนรางวัลไม่ใช่แค่กระดาษ แต่เป็นการยืนยันว่าผมมีค่า

ข้อมือผมสั่นเบา ๆ

73

ผมไม่ได้คิดอะไร

คืนเดียวกัน ตัวเลขขึ้นเป็น 81

เช้าวันต่อมา หัวหน้าฝ่ายบุคคลเรียกผมเข้าไปคุย

เขาพูดเสียงเบา

“คุณระวังนิดหนึ่งนะ ดัชนีอัตตาคุณแตะ 80 แล้ว”

ผมหัวเราะ

“ผมแค่ดีใจ”

เขายิ้ม

“ดีใจได้ครับ แต่ระบบแยกไม่ออกระหว่างดีใจกับรู้สึกเหนือกว่า”

ผมเริ่มรู้สึกแปลก ๆ

เย็นนั้น ผมกลับไปอ่านโพสต์ตัวเองอีกครั้ง

มันไม่ได้เหยียดใคร

ไม่ได้บอกว่าใครด้อยกว่า

ผมแค่บอกว่าผมพิสูจน์ตัวเองได้

คืนนั้นผมฝันว่าผมยืนอยู่บนเวที

คนข้างล่างปรบมือให้ผม

ผมยกมือไหว้ แล้วบอกว่า

“ผมสมควรได้มัน”

ตอนตื่น

ตัวเลขขึ้นเป็น 86

ข้อความเล็ก ๆ โผล่ขึ้นบนหน้าจอ

“โปรดลดระดับการยืนยันตนเหนือผู้อื่น”

ผมยังไม่เข้าใจว่า

แค่คิดในใจมันก็ถูกนับด้วย

สองวันต่อมา

บริษัทจัดประชุมใหญ่

ผมถูกเชิญขึ้นพูดแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จ

ผมเตรียมสคริปต์อย่างดี

ตั้งใจจะพูดเรื่องความพยายาม

แต่พอขึ้นเวทีจริง

ผมเห็นสายตาคนดู

ผมเห็นความชื่นชม

แล้วผมก็พูดประโยคหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในสคริปต์

“บางครั้ง ความแตกต่างระหว่างคนสำเร็จกับคนล้มเหลว

คือความกล้าที่จะเชื่อว่าตัวเองทำได้”

เสียงปรบมือดังมาก

ข้อมือผมสั่นถี่

89

ผมหยุดหายใจไปชั่วครู่

ผมรีบปิดท้ายด้วยประโยคถ่อมตัว

“ผมก็ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ”

เสียงปรบมือเงียบลง

ตัวเลขลดเหลือ 87

ผมเริ่มเข้าใจเกมนี้

ถ้าผมถ่อมตัว

ตัวเลขจะลง

ถ้าผมรับคำชม

ตัวเลขจะขึ้น

หลังจากนั้น ผมเริ่มฝึกพูดแบบระวังคำ

เวลาใครชม ผมตอบว่า

“โชคดีครับ”

“ทีมช่วยกันครับ”

“ผมก็ธรรมดา”

แต่ในใจลึก ๆ

ผมรู้ว่าผมไม่ธรรมดา

และทุกครั้งที่ผมคิดแบบนั้น

แม้จะยิ้มถ่อมตัว

ตัวเลขก็ยังค่อย ๆ ไต่ขึ้น

วันหนึ่ง ผมโพสต์สั้น ๆ ว่า

“คนที่พยายามจริง จะไม่โทษโชคชะตา”

ไม่มีชื่อใคร

ไม่มีการเปรียบเทียบตรง ๆ

แต่ระบบอ่าน “นัยยะ”

82

85

88

เพื่อนสนิทส่งข้อความมา

“ลบเถอะมึง เดี๋ยวเกิน 90”

ผมนั่งมองหน้าจออยู่นาน

ถ้าผมลบ

มันเหมือนผมยอมรับว่าผมผิด

แต่ผมไม่ได้ผิด

ผมแค่เชื่อในความพยายามของตัวเอง

ผมไม่ลบ

ไม่ถึงสิบนาที

รถสีเทาคันหนึ่งจอดหน้าบ้าน

เจ้าหน้าที่สองคนลงมา

สุภาพ เรียบร้อย เหมือนพนักงานธนาคาร

“ดัชนีอัตตาคุณแตะ 92 ต่อเนื่องเกิน 10 นาทีครับ

เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 12”

ผมหัวเราะ

“ผมไม่ได้ด่าใคร”

เขาพยักหน้า

“ไม่จำเป็นต้องด่าครับ

เพียงแค่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกด้อยค่าโดยเปรียบเทียบ ก็เพียงพอ”

ผมเถียง

“แล้วคนที่บอกว่าตัวเองไม่มีค่าเลยล่ะ”

เขาตอบเรียบ ๆ

“ต่ำกว่า 20 เรามีศูนย์เพิ่มคุณค่าตน

แต่เกิน 90 ต้องเข้าสู่ศูนย์ปรับลดอัตตา”

ผมถามว่า

“ปรับยังไง”

เขายื่นแท็บเล็ตมาให้ดูภาพวิดีโอ

คนกลุ่มหนึ่งนั่งเรียงแถว

ถูกฉายภาพความล้มเหลวของตัวเองซ้ำ ๆ

ถูกให้เขียนจดหมายขอโทษสังคม

ถูกลดตำแหน่งหน้าที่

ถูกจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย

“จนกว่าดัชนีจะต่ำกว่า 70 ครับ”

ผมหัวเราะอีกครั้ง

แต่คราวนี้มันฝืดคอ

ตอนพวกเขาใส่กุญแจมือ

หน้าจอข้อมือผมขึ้นข้อความ

“การต่อต้านทางความคิด เพิ่มดัชนีอัตตา +2”

ตัวเลขกลายเป็น 94

ผมถูกพาไปยังอาคารสีขาว

ไม่มีป้ายชื่อ

แค่คำว่า “ศูนย์สมดุล”

ในห้องปรับสภาพ

ผมถูกถามคำถามซ้ำ ๆ

“คุณคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นหรือไม่”

ผมตอบว่าไม่

“คุณคิดว่าคุณสมควรได้รับความสำเร็จมากกว่าคนอื่นหรือไม่”

ผมลังเล

เครื่องวัดชีพจรจับความลังเลนั้นได้

ตัวเลขขึ้นเป็น 96

เจ้าหน้าที่มองหน้าผม

“เห็นไหมครับ แม้คุณพูดไม่ แต่ร่างกายคุณยืนยัน”

ผมเริ่มเข้าใจว่า

มันไม่ใช่เรื่องคำพูดแล้ว

มันคือสิทธิ์ในการรู้สึกว่าตัวเองคู่ควร

หลายวันผ่านไป

ผมถูกให้ดูคลิปคนประสบความสำเร็จที่พูดว่า

“ผมโชคดี”

“ผมไม่ได้เก่งอะไร”

“ผมแค่ธรรมดา”

พวกเขายิ้ม

ดัชนีบนจอไม่เคยเกิน 68

วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ถามผมอีกครั้ง

“คุณคิดว่าคุณพิเศษไหม”

ผมนั่งเงียบ

ถ้าผมตอบว่าใช่

ผมอาจอยู่ที่นี่อีกหลายเดือน

ถ้าผมตอบว่าไม่

ผมอาจได้กลับบ้าน

ผมนึกถึงคืนที่ผมซ้อมงานจนตีสอง

นึกถึงวันที่ผมล้มแล้วลุก

นึกถึงเหงื่อที่ไม่มีใครเห็น

ผมพยักหน้าเบา ๆ

“ครับ ผมคิดว่าผมพิเศษ

เพราะผมพยายาม”

เครื่องสั่นแรง

97

เจ้าหน้าที่ถอนหายใจ

“คุณยังยึดมั่นในอัตตาสูงเกินไป”

ผมยิ้มบาง ๆ

เป็นครั้งแรกที่ผมไม่กลัวตัวเลขนั้น

เพราะผมเพิ่งเข้าใจบางอย่าง

กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามการกดขี่

มันห้ามการโดดเด่น

มันไม่ต้องการให้ใครเหยียบใคร

แต่มันก็ไม่ยอมให้ใครยืนสูง

ในประเทศนี้

คุณมีคุณค่าได้

ตราบเท่าที่คุณไม่เชื่อว่าคุณคู่ควรกับมันมากกว่าคนอื่น

และถ้าความเชื่อนั้นถูกเรียกว่าอัตตา

ผมคงต้องยอมรับว่า

ผมมีมัน

แม้มันจะมีราคาเป็นอิสรภาพก็ตาม.....

"มนุษย์สังเคราะห์"

4/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเรื่องราวของพระราชบัญญัติควบคุมอัตตา พ.ศ. 2574 เป็นแนวคิดที่สะท้อนถึงความพยายามสร้างความเท่าเทียมและลดความขัดแย้งจากการรู้สึกเหนือกว่าของบุคคลในสังคม ผ่านการวัดและควบคุมดัชนีอัตตาที่ถูกติดตามด้วย "เครื่องปรับสมดุลตน" ซึ่งคล้ายกับสายรัดข้อมือที่วัดชีพจรและความเครียด แต่เพิ่มฟังก์ชันตรวจจับความรู้สึกพึงพอใจและนัยยะของคำพูดที่คนใช้ในการสื่อสาร ประเด็นที่น่าสนใจคือระบบนี้ไม่ได้เพียงแค่ควบคุมการแสดงออกทางคำพูดหรือการกระทำเท่านั้น แต่มีการวัดปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจที่อาจส่งผลต่อการประเมินอัตตา ทำให้ผู้คนต้องระมัดระวังความคิดและความรู้สึกของตัวเองอย่างละเอียดลึกซึ้งจนแทบไม่มีเสรีภาพในแง่ทางความคิดที่แท้จริง จากประสบการณ์ที่ถูกถ่ายทอดในเรื่องสั้น เราจะเห็นภาพของคนที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกภายในของตัวเอง เพื่อไม่ให้ดัชนีอัตตาของเขาสูงเกินไปจนถูกควบคุมจากเจ้าหน้าที่และถูกลดทอนอิสรภาพในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การถูกฉายภาพความล้มเหลว การต้องเขียนจดหมายขอโทษสังคม หรือแม้แต่การถูกจำกัดการใช้โซเชียลมีเดีย สิ่งนี้เปิดมุมมองให้เราคิดว่าในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีที่ผสานกับระบบกฎหมายอาจมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิถีชีวิตประจำวันและความเป็นส่วนตัวของเรา ความคิด ความรู้สึก หรือแม้แต่ความเชื่อมั่นในตนเองล้วนถูกประเมินและวัดผลอย่างเข้มงวด หลายคนอาจมองว่าเพื่อความเท่าเทียมเป็นสิ่งที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแลกกับการลดทอนเสรีภาพในความรู้สึกและวิจารณญาณของตน เรื่องสั้นนี้สอนให้เราตั้งคำถามถึงขอบเขตของการควบคุมในสังคม และความเป็นไปได้ที่ความพิเศษหรือความภาคภูมิใจในตัวเองอาจกลายเป็นสิ่งต้องห้าม เมื่อมันถูกตีความว่าเป็นอัตตาซึ่งก่อให้เกิดการกดทับผู้อื่น จากประสบการณ์ที่ได้อ่านเรื่องเล่านี้ ทำให้ผมคิดได้ว่าการมีอัตตาในระดับหนึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความก้าวหน้าและการพัฒนา แต่ถ้ามากจนเกินไป อาจก่อให้เกิดผลร้ายทางสังคมและชีวิตส่วนตัว ขณะที่กฎหมายและเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะช่วยควบคุมอัตตา อาจมีผลกระทบซึ่งเราต้องตั้งคำถามถึงความสมดุลระหว่างเสรีภาพกับการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเท่าเทียม