โดนแดดเวลาไหน ได้วิตามินดีเยอะที่สุด

ความเข้าใจผิดของการตากแดดให้ได้รับ วิตามินD

หลายคนเข้าใจว่า

แค่เดินจากบ้านไปขึ้นรถ

หรือเดินจากลานจอดรถเข้าออฟฟิศ

ก็เพียงพอสำหรับการได้รับวิตามิน D แล้ว

แต่ในความเป็นจริง

คนที่ทำงานในอาคารเป็นส่วนใหญ่

ไม่ค่อยโดนแดดโดยตรง

มีโอกาสขาดวิตามิน D ได้มากกว่าที่คิดครับ

สิ่งสำคัญที่หลายคนไม่รู้คือ

ร่างกายของเราสร้างวิตามิน D ได้จากรังสี UVB ในแสงแดด

ไม่ใช่แค่ความสว่างของแดด

ดังนั้นการนั่งในห้องที่มีแสงส่องผ่านกระจก

หรือขับรถตอนแดดออก

ไม่ได้ช่วยสร้างวิตามิน D ได้มากนัก

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ

หลายคนพยายามหลบแดดช่วงสายเพราะกลัวผิวเสีย

แต่จริง ๆ แล้ว

ช่วงที่ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน D ได้ดีที่สุด

มักเป็นช่วงที่รังสี UVB มีความเข้มข้นเพียงพอ

ซึ่งโดยทั่วไปในประเทศไทย

มักอยู่ในช่วงสายถึงเที่ยง

ประมาณ 10.00–14.00 น.

ไม่ใช่ช่วงเช้ามืดหรือแดดอ่อนตอนพระอาทิตย์เพิ่งขึ้น

อย่างที่หลายคนเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม

ไม่ได้หมายความว่าต้องออกไปยืนตากแดดจนผิวไหม้

เพราะการได้รับแดดมากเกินไป

ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อผิวหนังแก่ก่อนวัยและมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน

แนวทางที่มักแนะนำคือ

การรับแดดในปริมาณที่เหมาะสม

โดยให้ผิวหนังบริเวณแขนหรือขาได้รับแสงแดดโดยตรงเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

ตามสภาพผิวและความเข้มของแดดในแต่ละพื้นที่

โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผิวแดงหรือแสบแดด

สำหรับคนที่

✔ ทำงานออฟฟิศ

✔ ไม่ค่อยออกกลางแจ้ง

✔ ใช้ชีวิตอยู่ในอาคารเป็นส่วนใหญ่

✔ ทาครีมกันแดดตลอดเวลา

✔ มีภาวะผมร่วงผมบาง

✔ อ่อนเพลียเรื้อรัง

อาจเป็นกลุ่มที่ควรพิจารณาตรวจระดับวิตามิน D เพิ่มเติม

เพราะมีงานวิจัยหลายฉบับพบว่า

ภาวะขาดวิตามิน D พบได้ค่อนข้างบ่อยในคนยุคปัจจุบัน

รวมถึงในผู้ป่วยผมบางจากกรรมพันธุ์บางกลุ่มด้วย

สรุปง่าย ๆ

☀️ แดดช่วงสายถึงเที่ยงมักช่วยสร้างวิตามิน D ได้ดีกว่าแดดอ่อนตอนเช้ามาก

☀️ แสงผ่านกระจกไม่ได้ช่วยสร้างวิตามิน D ได้ดีเท่าการโดนแดดโดยตรง

☀️ คนทำงานออฟฟิศมีโอกาสขาดวิตามิน D ได้มากกว่าที่คิด

☀️ หากสงสัยว่าขาดวิตามิน D การตรวจเลือดเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด

เพราะบางครั้ง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราไม่กินวิตามิน

แต่อยู่ที่เราแทบไม่ได้เจอแดดเลยต่างหากค่ะ

#VitaminD #วิตามินดี #

6/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวและความเข้าใจจากข้อมูลทางการแพทย์ที่ได้รับมา ผมพบว่าสำหรับคนไทยที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่และทำงานในอาคารสำนักงาน การได้รับวิตามินดีจากแสงแดดโดยตรงถือว่ายากกว่าที่หลายคนคิด แสงแดดในเวลาต่าง ๆ มีผลต่อการสร้างวิตามินดีในร่างกายไม่เท่ากัน โดยเฉพาะแสงแดดช่วงเช้าตรู่หรือเย็นที่มีแต่แสงยูวีเอ (UVA) ซึ่งไม่ช่วยในการกระตุ้นการผลิตวิตามินดี เนื่องจากรังสี UVB เป็นตัวกระตุ้นหลักในการสร้างวิตามินดี แต่ช่วงเวลาที่แสง UVB สามารถทะลุชั้นบรรยากาศและถึงผิวหนังเราได้ดีนั้น มักเป็นช่วง 10.00-14.00 น. เท่านั้น ในความเป็นจริง เราไม่จำเป็นต้องตากแดดจัดจนผิวไหม้เพื่อให้ได้รับวิตามินดีเพียงพอ ผิวหนังบริเวณแขนหรือขาเพียง 10 ถึง 15 นาทีในช่วงเวลานี้ ก็มักจะเพียงพอต่อการสร้างวิตามินดีสำหรับวันหนึ่ง โดยควรหลีกเลี่ยงการตากแดดนานเกินไปเพื่อป้องกันปัญหาผิวเสียเช่นผิวคล้ำหรือมะเร็งผิวหนัง อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ แสงแดดที่ผ่านกระจกหน้าต่างหรือขณะขับรถไม่ได้ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้ เพราะรังสี UVB ถูกบรรยากาศและกระจกกรองออกหมดแล้ว ดังนั้นคนที่ทำงานในออฟฟิศส่วนใหญ่จึงมีความเสี่ยงขาดวิตามินดีสูงกว่าที่คิด จากประสบการณ์ของผมเองที่สังเกตหลายคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงที่มีอาการเหนื่อยล้าเรื้อรังหรือผมร่วง บางรายก็พบว่าเกิดจากภาวะขาดวิตามินดี ซึ่งสามารถตรวจวัดได้โดยการเจาะเลือดอย่างแม่นยำ ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี ผมแนะนำว่าควรพยายามออกไปรับแดดในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างเหมาะสม รวมถึงรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง และหากสงสัยว่าขาดวิตามินดีควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับวิตามินดีในเลือดเพื่อรับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งนี้จะช่วยป้องกันภาวะขาดวิตามินดีอย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงเกี่ยวกับผิวหนังและสุขภาพโดยรวม #วิตามินดี #โดนแดดเพื่อวิตามินดี #สุขภาพผิว