ไม่กินวิตามิน D เสริม จะเพิ่มวิตามิน D จากธรรมชาติได้ไหม?


ไม่กินวิตามิน D เสริม จะเพิ่มวิตามิน D จากธรรมชาติได้ไหม?

เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ

เพราะหลายคนไม่อยากกินวิตามินเสริม

แต่อยากรู้ว่า

เราสามารถเพิ่มวิตามิน D จากอาหารหรือการใช้ชีวิตได้หรือไม่

คำตอบคือ

ได้ค่ะ แต่ไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด

เพราะวิตามิน D เป็นวิตามินที่พบในอาหารตามธรรมชาติค่อนข้างน้อย

แหล่งอาหารที่มีวิตามิน D สูง ได้แก่

🐟 ปลาที่มีไขมันสูง

เช่น

* ปลาแซลมอน

* ปลาทูน่า

* ปลาซาร์ดีน

* ปลาแมคเคอเรล

🥚 ไข่แดง

🍄 เห็ดบางชนิด

🥛 นมและผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามิน D

แต่ปัญหาคือ

ต่อให้กินอาหารเหล่านี้

หลายครั้งก็ยังได้รับวิตามิน D ไม่มากนัก

เมื่อเทียบกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

ดังนั้นแหล่งสำคัญที่สุดของวิตามิน D

ยังคงเป็น

☀️ แสงแดด

เมื่อผิวหนังได้รับรังสี UVB

ร่างกายจะสามารถสร้างวิตามิน D ได้เองตามธรรมชาติ

โดยทั่วไปในประเทศไทย

ช่วงเวลาที่รังสี UVB เพียงพอต่อการสร้างวิตามิน D

มักอยู่ในช่วงประมาณ

10.00–14.00 น.

ซึ่งหลายคนกลับอยู่ในออฟฟิศพอดี

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม

คนทำงานในอาคาร

คนที่ไม่ค่อยออกกลางแจ้ง

หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องแอร์ตลอดวัน

จึงมีโอกาสขาดวิตามิน D ได้มากกว่าที่คิด

และนี่เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมากในคลินิก

โดยเฉพาะคนวัยทำงาน

ที่ออกจากบ้านก่อนแดดแรง

และกลับบ้านหลังพระอาทิตย์ตก

อย่างไรก็ตาม

ไม่จำเป็นต้องออกไปตากแดดจนผิวไหม้

หรือยืนกลางแดดเป็นชั่วโมง

เพราะการได้รับแดดมากเกินไป

ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อผิวหนังแก่ก่อนวัยและมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน

สิ่งสำคัญคือ

การได้รับแดดอย่างเหมาะสม

ร่วมกับการรับประทานอาหารที่หลากหลาย

และหากสงสัยว่าตัวเองขาดวิตามิน D จริงหรือไม่

การตรวจเลือดจะเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุด

สรุปง่าย ๆ

✅ เพิ่มวิตามิน D ได้จากปลา ไข่แดง และอาหารบางชนิด

✅ แหล่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นแสงแดด

✅ คนทำงานออฟฟิศมีความเสี่ยงขาดวิตามิน D ได้มากกว่าที่คิด

✅ หากสงสัยว่าขาดวิตามิน D ควรตรวจเลือดก่อนเลือกวิธีเสริม

เพราะบางครั้ง

เราไม่ได้ขาดอาหาร

แต่เราแทบไม่ได้เจอแสงแดดเลยต่างหากค่ะ ☀️

#VitaminD #ผมร่วง #วิตามินดี #อ๋อคุยกับสามีที่เป็นหมอปลูกผม #HairLoss

6/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ที่ลองปรับวิถีชีวิตเพื่อเพิ่มวิตามิน D ด้วยวิธีธรรมชาติ พบว่าการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามิน D เช่น ปลาแซลมอนและไข่แดงในแต่ละวัน มีส่วนช่วยเพิ่มระดับวิตามินได้บ้าง แต่การทานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจริงๆ เพราะปริมาณวิตามิน D ในอาหารยังค่อนข้างจำกัด สิ่งที่ช่วยได้มากคือการออกไปอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาที่แสงแดดมีรังสี UVB เพียงพอ ซึ่งโดยทั่วไปในประเทศไทยช่วงเวลานี้คือ 10 โมงเช้าถึงบ่ายสองโมง แต่เนื่องจากแดดในช่วงนี้ค่อนข้างแรงและอาจทำให้ผิวไหม้ได้ จึงแนะนำให้รับแดดประมาณ 10-15 นาทีโดยไม่จำเป็นต้องตากแดดนาน หรือสามารถเลือกใช้วิธีเปิดหน้าต่างรับแสงแดดธรรมชาติแทนเพื่อช่วยให้ผิวได้สัมผัสรังสี UVB บ้าง สำหรับคนที่มีชีวิตประจำวันอยู่ในออฟฟิศหรือไม่ชอบออกกลางแจ้ง การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับวิตามิน D จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้ทราบว่าควรรับวิตามินเสริมหรือไม่ ไม่ใช่พึ่งแต่อาหารเพียงสิ่งเดียว นอกจากนี้ อย่าลืมหลีกเลี่ยงการรับแดดเกินพอดี เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงผิวแก่ก่อนวัยและมะเร็งผิวหนังได้ โดยควรใส่ใจการเลือกเวลาและระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อสร้างวิตามิน D อย่างปลอดภัยและได้ผลดี จากประสบการณ์จริงนี้ ทำให้เห็นว่าแสงแดดเป็นแหล่งวิตามิน D ที่สำคัญที่สุด แม้ว่าอาหารบางชนิดจะช่วยได้บ้าง แต่การผสมผสานอาหารที่มีวิตามิน D และการได้รับแสงแดดอย่างพอเหมาะจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาระดับวิตามิน D ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย