ก่อนซื้อประกันคุ้มครองโทรศัพท์เพิ่ม ฟังทางนี้

วันนี้มีโอกาสได้ไปใช้บริการ ศูนย์จำหน่ายอุปกรณ์ไอที แบรนด์หนึ่งมา เราเข้าไปเพื่อเคลมประกันโทรศัพท์ เนื่องจาก ฝาหลังเครื่องที่เป็นกระจกมันร้าวแตก ก็เลยเอามาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกัน ว่า เคลมได้มั้ย ต้องเสียเงินเท่าไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหน แล้วสุดท้ายเราทำยังไง เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวานเราถอดเคสโทรศัพท์ เพื่อทำความสะอาดเช็ดคราบฝุ่นที่เครื่อง แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเจอโทรศัพท์มีอาการชำรุดฝาหลังมีรอยร้าวแตก เราก็เลยมาติดต่อที่ศูนย์จำหน่ายไอที ที่เราซื้อโทรศัพท์มา ด้วยที่ว่าซื้อประกันเพิ่มไปแล้วยังไม่หมดประกัน

พอมาถึงพนักงานก็สอบถามแล้วก็เช็คหมายเลขโทรศัพท์แล้วก็ IMEI เครื่องให้ สุดท้ายน้องพนักงานคิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมกับทางศูนย์จำหน่ายไอที คือการเสียค่าประกันส่วนแรก ประมาณ 2,500 ต้องส่งโทรศัพท์ซ่อมประมาณ 1 เดือน ตอนนั้นก็ตกใจ แล้วก็คิดว่าแล้วจะใช้โทรศัพท์ไหนทำธุรกรรม เพราะโทรศัพท์เครื่องนี้ก็เป็นเครื่องหลัก

เราก็เลยโทรไปถามศูนย์ของโทรศัพท์ คำตอบที่ได้คือ สั่งอะไหล่ รออะไหล่ประมาณ 5 วัน ใช้เวลาทำประมาณ 1 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายประมาณ 1700 บาท

สุดท้ายเราเลยตัดสินใจจ่ายเงินซ่อมศูนย์

สรุป การซื้อประกันเพิ่ม

ข้อดี

ถ้าเครื่องมีปัญหาในช่วง 15 วันแรกเปลี่ยนฟรี ถ้าเครื่องมีความเสียหายเยอะก็แค่เสียค่าเสียส่วนแรก อาจมีส่วนต่างบ้างเล็กน้อย

ข้อเสีย

ถ้าความเสียหายในการซ่อมเป็นเพียงเล็กน้อย ราคาซ่อมประเมินจากศูนย์แล้วไม่เกิน 2,000 ควรซ่อมเองเพราะค่าเสียหายส่วนแรกจะแพงกว่า

ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราได้ประสบกับตัวเองก็เลยเอาเรื่องราวมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆบ้างขอบคุณที่อ่านมาจนจบ

#ซ่อมมือถือ #ประกันโทรศัพท์ #vivox200pro #มือถือพัง #ซื้อประกันมือถือ

2025/11/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าคุณกำลังลังเลเรื่อง “ประกันมือถือ” ว่าควรซื้อเพิ่มไหม เราแนะนำให้ลองเช็ก 4 เรื่องนี้ก่อน เพราะจากประสบการณ์ฝาหลังแตกของเรา มันไม่ได้จบแค่คำว่า “มีประกัน = คุ้มเสมอ” 1) ดูให้ชัดว่า “ประกัน” ที่ซื้อคือแบบไหน หลายคนเรียกรวมๆ ว่าประกันมือถือ แต่จริงๆ มักมี 2 กลุ่มหลักๆ คือ (1) ประกัน/แผนคุ้มครองอุบัติเหตุ-จอแตก-น้ำเข้า ที่ต้องมี “ค่าเสียหายส่วนแรก” และ (2) ประกันศูนย์/ประกันผู้ผลิตที่คุ้มครองความบกพร่อง (อันนี้มักไม่ครอบคลุมตกแตก) ก่อนซื้อให้ถามตรงๆ ว่าเคส “ฝาหลังแตก” “กระจกแตก” “ตกหล่น” เคลมได้ไหม และต้องจ่ายเท่าไหร่ 2) ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) สำคัญมาก จุดที่ทำให้เราตัดสินใจ “ซ่อมศูนย์จ่ายเอง” คือค่าเสียหายส่วนแรกแพงกว่าค่าซ่อมจริงในกรณีที่เสียหายไม่หนัก เช่น ฝาหลังแตกอย่างเดียว บางแผนคิดส่วนแรกเป็นเรทคงที่ (เช่น 2,000–3,000+) ต่อครั้ง ต่อให้ซ่อมจริงประเมินแค่หลักพันก็ต้องจ่ายเท่านั้น ดังนั้นก่อนซื้อประกันมือถือ แนะนำให้ขอตารางค่าเสียหายส่วนแรก/เงื่อนไขการเคลม แล้วเทียบกับราคาซ่อมศูนย์ของรุ่นคุณไว้คร่าวๆ 3) ระยะเวลาซ่อมและเครื่องสำรอง เรื่องที่คนมองข้ามคือ “เวลารอ” บางช่องทางต้องส่งเครื่องเข้าศูนย์คู่สัญญาและรอคิว/รออะไหล่ยาวเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน ถ้าคุณมีมือถือเครื่องเดียว ใช้ทำธุรกรรมธนาคาร/OTP ทำงานทุกวัน ให้ถามเลยว่าเคลมประกันมือถือมี “เครื่องสำรอง” ไหม หรือมีวิธีโอนย้ายข้อมูล/ถอดซิม/ย้าย eSIM ยังไงเพื่อไม่ให้ชีวิตสะดุด 4) ก่อนตัดสินใจเคลม ลองโทรเช็กราคาซ่อมศูนย์แบรนด์ด้วย ทริกที่ช่วยเราได้จริงคือโทรถามศูนย์ของแบรนด์โดยตรงเรื่องราคาและระยะเวลา เช่น รออะไหล่กี่วัน ใช้เวลาซ่อมกี่ชั่วโมง เพราะบางครั้งซ่อมศูนย์อาจถูกกว่าและเร็วกว่าเคลมประกัน โดยเฉพาะงาน “ฝาหลังแตก” หรือ “กระจกหลังร้าว” ที่ไม่ได้กระทบเมนบอร์ด สรุปสั้นๆ จากเคสฝาหลังแตก: ประกันมือถือจะคุ้มมากถ้าความเสียหายหนัก (จอ/เครื่องพังหลายจุด) หรือคุณเสี่ยงทำตกบ่อย แต่ถ้าเป็นความเสียหายเล็กน้อยและค่าเสียหายส่วนแรกสูง การซ่อมศูนย์จ่ายเองอาจคุ้มและจบไวกว่า ลองเทียบ 3 ตัวเลขนี้ก่อนเสมอ: ค่าเบี้ย + ค่าเสียหายส่วนแรก + เวลาที่ต้องไม่มีเครื่องใช้งาน

ค้นหา ·
ซื้อประกันโทรศัพท์