Gold fell -10%...The signal ends around the leg up?
Last week, we saw the price of gold fall so that many investors became worried, but if we step back and look at the Zoom out, look at the 50-year record, we will see an interesting turnaround.
As Ray Dalio once said, "History doesn't repeat itself, but it often rhymes." (History doesn't repeat exactly, but often has a similar melody).
According to the analysis of past crisis data, gold fall is often divided into 3 main forms:
1️⃣ Liquidity Crisis (Liquidity Crisis): Like 2008 or 2020, where people pour everything to hold cash - this pattern often recovers V-Shape fast.
2️⃣ Bull Market Correction (Base Adjustment in Upswing): Like 1976, that fell as heavy as -40%, but then backfired New High - it was a base break to go on.
3️⃣ Bear Market: Like 2013 - which is the most careful point because it lasts for many years.
💡 Personal view (My Take):
Despite the high volatility, I view the current macroscopic factors (especially the level of U.S. public debt and the De-dollarization trend) as indicating that we are in case 2 (Correction) rather than case 3 (Bear Market).
การลงทุนในทองคำนั้นมักจะมีความผันผวนสูงอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง เช่นช่วงที่ผ่านมาที่ราคาทองคำร่วงเกือบ 10% ในเวลาสั้นๆ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนหลายราย จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมพบว่าการเข้าใจถึงสาเหตุและรูปแบบของการปรับตัวลงของราคาทองคำเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราตัดสินใจได้เหมาะสมและไม่หวั่นไหวกับราคาที่ผันผวน เช่นเดียวกับข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์ไว้ว่าการร่วงของทองคำในอดีตมี 3 รูปแบบหลัก คือ วิกฤตสภาพคล่อง, การปรับฐานในขาขึ้น และตลาดหมี ซึ่งแต่ละแบบมีลักษณะและผลลัพธ์แยกกันชัดเจน โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าการร่วงล่าสุดนี้น่าจะเป็นการปรับฐานตามรูปแบบที่ 2 คือ Bull Market Correction ซึ่งเป็นเรื่องปกติในตลาดทองคำที่อยู่ในขาขึ้นระยะยาว โดยมีปัจจัยมหภาค เช่น ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลดการใช้ดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) เข้ามาสนับสนุนตราสารนี้ในระยะยาว นอกจากนี้ การศึกษาจากกราฟราคาย้อนหลังยังแสดงให้เห็นว่าการปรับฐานแบบนี้มักจะใช้เวลาหลายเดือนถึง 1-2 ปี ก่อนที่จะกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ ซึ่งหากนักลงทุนอดทนและไม่ตัดสินใจขายออกด้วยความตื่นตระหนก ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด รวมถึงสัญญาณตลาดอื่นๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และไม่ควรพึ่งพาเพียงราคาทองคำในช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะความผันผวนระยะสั้นเป็นธรรมชาติของสินทรัพย์นี้ สรุปก็คือ การตกต่ำของราคาทองคำในรอบนี้ แม้จะน่ากังวลในระยะสั้น แต่หากมองในภาพใหญ่และเข้าใจรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ก็สามารถมองเป็นโอกาสสำหรับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้อย่างมั่นใจมากขึ้น








