เปิดโปงขบวนการค้าอวัยวะข้ามชาติ! คนญี่ปุ่นตั้งสมาคมการแพทย์ ลักลอบปลูกถ่ายอวัยวะในกัมพูชา ผ่าตัดโดยทีมแพทย์จีน

หลอกเงินผู้ป่วยรายละประมาณ 37 ล้านเยน ผ่าตัดไปแล้วอย่างน้อย 4 ราย เคยก่อเหตุลักลอบในคีร์กีซสถาน ลูกค้ารายหนึ่ง อาการกลับทรุดหนักหลังผ่าตัด

---------------------------

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา นายฮิโรมิจิ คิคุจิ (66 ปี) พร้อมลูกชาย นายมิตสึรุ คิคุจิ (42 ปี) และนายทาคาคิ อันโด (66 ปี) รวม 3 คน ถูกจับกุมในข้อหาเป็นนายหน้าจัดหาการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะในต่างแดนอย่างผิดกฎหมาย

พวกเขาได้ตั้งสมาคมชื่อว่า "สำนักงานปรึกษาการแพทย์ระหว่างประเทศ" จัดทำหน้าเว็บไซต์เพื่อโฆษณาชวนเชื่อดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตที่สิ้นหวังหมดหนทาง (ผู้ป่วยโรคไตในญี่ปุ่น ต้องรออวัยวะเฉลี่ยนานถึง 15 ปี)

【กระบวนการ】

1. โฆษณาชวนเชื่อให้ลูกค้าติดต่อมาหา แล้วหว่านล้อมให้ลูกค้าตัดสินใจ เช่น มีทีมศัลยแพทย์ชาวจีนประสบการณ์สูง มีระบบดูแลรักษาหลังผ่าตัดที่ญี่ปุ่นรองรับอย่างดี ฯลฯ

2. ส่งลูกค้าไปตรวจเลือดที่คลินิกแห่งหนึ่งในเมืองโอซาก้า ทางคลินิกรับเงินสินบน เพื่อเขียนจดหมายส่งตัว ส่งต่อคนไข้ไปยังแพทย์ชาวจีนในประเทศกัมพูชา

3. พาลูกค้าเดินทางไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลทหารขนาดใหญ่ใจกลางกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยจัดเตรียมอวัยวะที่ซื้อมาจากคนที่ยังมีชีวิต ทีมแพทย์ผ่าตัดเป็นชาวจีน

【ค่าใช้จ่ายในการปลูกถ่ายอวัยวะ】

1. ค่านายหน้าให้สมาคม ประมาณ 3 ล้านเยน

2. ค่าสินน้ำใจให้นายฮิโรมิจิโดยตรง ประมาณ 5-9 ล้านเยน

3. ค่าผ่าตัดให้กับทีมแพทย์ชาวจีนและค่าเดินทาง ประมาณ 25 ล้านเยน

รวมประมาณ 37 ล้านเยน (ประมาณ 7 ล้านกว่าบาท) ที่ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อแลกกับอวัยวะและความหวังที่จะได้มีชีวิต

มีลูกค้าผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้วอย่างน้อย 4 ราย

ซึ่งนายฮิโรมิจิ ได้รับเงินส่วนตัวรวม 45 ล้านเยน

---------------------------

เรื่องน่าตกใจคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายฮิโรมิจิก่อเหตุ

ก่อนที่จะมาตั้งสมาคมนี้ นายฮิโรมิจิทำองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อว่า "สมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายาก" เบื้องหน้าคือสมาคมช่วยเหลือ แต่เบื้องหลังคือการลับลอบปลูกถ่ายอวัยวะ

ตอนนั้นเขาก็เคยส่งคนไปผ่าตัดผิดกฎหมายที่ต่างประเทศ และถูกจับไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ขอประกันตัวออกมาสู้คดี ซึ่งได้ฉวยโอกาสนี้ตั้งสมาคมใหม่ เพื่อทำขบวนการลับลอบปลูกถ่ายอวัยวะอีกครั้งที่กัมพูชา

---------------------------

ลูกค้าคนหนึ่งได้ไปผ่าตัดที่ประเทศคีร์กีซสถาน ผ่าน "สมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายาก" หลังผ่าตัดอาการกลับทรุดหนักลงขั้นวิกฤต จนไตไม่ทำงาน และต้องผ่าตัดเอาไตข้างนั้นออกทันที ปัจจุบันต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ร่างกายติดเชื้อง่ายจนต้องเข้าออกโรงพยาบาลประจำ โดยไม่ได้รับการดูแลจากสมาคมอย่างที่โฆษณาไว้

ลูกค้าบางคนพยายามไปรักษาที่โรงพยาบาลในญี่ปุ่นก็ถูกปฏิเสธ หรือถูกบอกว่าจะแจ้งตำรวจ

---------------------------

แม้จะรู้ว่าผิดกฏหมาย แต่ผู้ป่วยโรคไตก็ขอเสี่ยง เพื่อแลกกับความหวังครั้งสุดท้าย เนื่องจากญี่ปุ่นขาดแคลนการบริจาคอวัยวะอย่างมาก และโรคไตเป็นโรคที่รอคอยอวัยวะนานที่สุด เฉลี่ยนานถึง 15 ปี

นายฮิโรมิจิและพวกรู้ถึงปัญหานี้ดี จึงฉวยโอกาสค้าอวัยวะข้ามชาติ อวัยวะที่นำมาปลูกถ่ายให้นั้นมาจากคนที่ยังมีชีวิต ซึ่งยอมขายอวัยวะแลกเงิน อย่างไตในการผ่าตัดลูกค้ารายหนึ่งก่อนถูกจับนั้น มาจากหญิงสาวชาวกัมพูชาที่อายุเพียง 20 กว่าปีเท่านั้น

#auส่งข่าว #ข่าวtiktok #ข่าววันนี้

.

ที่มา

https://news.web.nhk/newsweb/na/nb-1000130267

https://www.yomiuri.co.jp/national/20260709-GYT1T00008/

https://www.youtube.com/watch?v=Up1H5UEnkfw

7/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์การติดตามข่าวสารด้านการแพทย์และความเป็นจริงของการปลูกถ่ายอวัยวะในหลายประเทศ พบว่า ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะบริจาคเป็นเรื่องท้าทายทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่กฎหมายมีข้อจำกัดและการบริจาคยังไม่แพร่หลาย เช่น ญี่ปุ่น ที่ผู้ป่วยโรคไตต้องรอคิวอวัยวะเฉลี่ยนานถึง 15 ปี การขาดแคลนอวัยวะนี้เป็นช่องทางให้เกิดขบวนการผิดกฎหมายและหลอกลวงอย่างวงจร โดยกลุ่มมิจฉาชีพที่อ้างสำนักงานปรึกษาการแพทย์ระหว่างประเทศที่ญี่ปุ่น จัดโปรแกรมผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะในกัมพูชา ซึ่งใช้ทีมแพทย์ชาวจีนและอวัยวะที่ได้มาจากการซื้อขายจากผู้ที่ยังมีชีวิต การผ่าตัดเหล่านี้ไม่เพียงผิดกฎหมาย แต่ยังเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิตของผู้ป่วย ตัวอย่างหนึ่งแสดงให้เห็นว่าหลังการผ่าตัดกับสมาคมช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหายากในคีร์กีซสถาน ผู้ป่วยมีอาการทรุดและต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เช่นนี้บ่งชี้ว่าไม่ได้รับการดูแลหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสมและเป็นไปได้ที่เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง นอกจากนี้ การจัดตั้งสมาคมที่มีหน้าบังหน้าเพื่อหลอกลวงนั้น ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่ต้องการการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันมิให้ผู้ป่วยที่อยู่ในความสิ้นหวังต้องตกเป็นเหยื่ออีกต่อไป ส่วนตัวเคยได้ยินเรื่องราวจากญาติผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับความลำบากในการรอรับไตบริจาคในประเทศ การตั้งใจเดินทางไปหาทางเลือกในต่างประเทศถือเป็นความเสี่ยงสูง ทั้งในด้านสุขภาพและกฎหมาย จึงควรมีการให้ความรู้และสนับสนุนการบริจาคอวัยวะภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการเข้มงวดจับกุมผู้กระทำผิดเพื่อยุติขบวนการค้าปลูกถ่ายอวัยวะผิดกฎหมายนี้อย่างเด็ดขาด การรู้ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยและคนในครอบครัวตัดสินใจได้ดีขึ้น และกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของระบบบริจาคอวัยวะที่โปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของทุกคน