Diorทั้งใจ💖
ตั้งแต่ลองมาใช้เคาน์เตอร์แบรนด์รู้สึกว่าหมดค่าเครื่องสำอางน้อยกว่าเครื่องสำอางตามกระแสเพราะซื้อเฉพาะตัวที่ใช้และใช้จนหมด ไม่ซื้อลิปเดือนละหลายแท่งเหมือนเมื่อก่อน
ถ้าใครกำลังหา “ลิปสติก Dior ราคาเคาน์เตอร์” อยู่ เราแนะนำให้เริ่มจากการไปลองที่เคาน์เตอร์ก่อนเลยค่ะ เพราะสีและฟินิชของ Dior (โดยเฉพาะโทนชมพู) เวลาทาบนปากจริงจะต่างจากรูปพอสมควร เราเคยเลือกจากออนไลน์แล้วพอไปลองที่เคาน์เตอร์ถึงรู้ว่าโทนชมพูบางเบอร์จะติดม่วง หรือบางเบอร์ออกพีช ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นและลดโอกาสซื้อพลาด เรื่อง “ราคาเคาน์เตอร์” ของลิปสติก Dior จะขึ้นอยู่กับรุ่นและคอลเลกชัน (เช่น ลิปสติกแท่ง, ลิปออยล์, ลิปบาล์มมีสี ฯลฯ) ปกติจะอยู่ในช่วงหลักพันกลาง ๆ ถึงสองพันต้น ๆ ต่อชิ้น แนะนำให้เช็กราคาล่าสุดจากเคาน์เตอร์ Dior Beauty หรือช่องทางทางการ เพราะบางช่วงมีการปรับราคา และสีใหม่ ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ ทริคของเราคือ ถ้าตั้งใจซื้อที่เคาน์เตอร์ ให้ถามพนักงานเรื่อง “ของแถม/เซ็ต” ก่อนเสมอ บางช่วงจะมีโปรซื้อครบตามยอดแล้วได้มินิไซซ์ เช่น ลิปออยล์ขนาดเล็ก น้ำหอมจิ๋ว หรือสกินแคร์ทดลอง ซึ่งช่วยให้คุ้มขึ้นมาก โดยเฉพาะคนที่อยากลองหลายอย่าง เช่น ลิปสติกสีชมพู + ลิปออยล์สีชมพู + บลัชออนเนื้อลิควิดสีชมพู (ตัวนี้ปัดแล้วแก้มโกลว์สวย) แต่ยังไม่อยากจ่ายเต็มทุกชิ้นพร้อมกัน อีกอย่างที่เราทำแล้ว “ประหยัดกว่าเดิม” คือซื้อเฉพาะไอเทมที่ใช้จริงและใช้จนหมด เช่น ถ้าชอบปากฉ่ำก็เลือกแค่ลิปออยล์กับลิปสติก 1 แท่งพอ ไม่ซื้อหลายเฉดซ้ำ ๆ หรือถ้าแต่งตาน้อยก็ไม่จำเป็นต้องมีทั้งมาสคาร่าและอายไลเนอร์พร้อมกัน เลือกชิ้นเดียวที่เข้ากับลุคประจำวันก่อน วิธีลองสีให้ใกล้เคียงที่สุด: ลองที่ริมฝีปาก (ถ้าทางเคาน์เตอร์อนุญาต) หรือแตะบริเวณปลายนิ้ว/ขอบมือแล้วเทียบกับสีปากเรา และลองดูทั้งในไฟในห้างกับแสงธรรมชาติหน้าร้าน สีชมพูบางเฉดจะดูหวานมากในไฟขาว แต่พอออกแดดจะนัวขึ้น สุดท้าย ถ้าเป้าหมายคือ “ซื้อให้คุ้ม” แบบไม่ตามกระแสเหมือนเรา แนะนำให้ตั้งงบก่อน 1 ชิ้น/เดือน (หรือ 1 ชิ้น/ไตรมาส) แล้วเลือกตัวที่เติมเต็มช่องโหว่ในกระเป๋าเครื่องสำอางจริง ๆ เช่น ยังไม่มีรองพื้นเนื้อลิควิดสีเบจที่เข้าผิว หรืออยากได้บลัชออนลิควิดที่ติดทน เท่านี้ก็ได้ฟีลเคาน์เตอร์แบรนด์แบบคุ้มและไม่บานปลายค่ะ

จริงค่ะ เค้าเปลี่ยนมาใช่เค้าน์เตอร์แบรนด์แล้วรู้สึกประทับใจและคุ้มค่ากว่า