ศิลาโรเซตตา“

"ศิลาโรเซตตา" (Rosetta Stone) หนึ่งในโบราณวัตถุที่สำคัญที่สุดในโลก

🪨

#ศิลาโรเซตตา

(Rosetta Stone) เป็นหนึ่งในโบราณวัตถุที่สำคัญที่สุดในโลก มีบทบาทสำคัญในการไขปริศนาอารยธรรมอียิปต์โบราณที่เคยเป็นความลับมานานหลายศตวรรษ

🪨 ศิลาโรเซตตาทำจากหินแกรนิตสีเทาเข้ม หรือบางแหล่งระบุว่าเป็นหินแกรนด์โอไดโอไรต์

🪨 มีขนาดโดยประมาณ 112.3 เซนติเมตร (สูง) x 75.7 เซนติเมตร (กว้าง) x 28.4 เซนติเมตร (หนา)

🪨 บนแผ่นหินมีข้อความจารึกเดียวกันถึง 3 ภาษาและอักษร ได้แก่

อักษรอียิปต์โบราณแบบไฮเออโรกลิฟิก (Egyptian Hieroglyphic) เป็นอักษรภาพศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในทางศาสนาและในจารึกของราชวงศ์

อักษรดีโมติก (Demotic)เป็นอักษรอียิปต์โบราณอีกรูปแบบหนึ่งที่พัฒนามาจากไฮเออโรกลิฟิก ใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวันและเอกสารทางราชการ

ภาษากรีกโบราณ (Ancient Greek)เป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในอาณาจักรปโตเลมี ซึ่งปกครองอียิปต์ในขณะนั้น

🪨 เนื้อหาที่จารึกบนศิลาโรเซตตาคือกฤษฎีกาที่ออกโดยคณะนักบวชชาวอียิปต์ เพื่อยกย่องพระเจ้าทอเลมีที่ 5 เอปิฟาเนส (Ptolemy V Epiphanes) ในปี 196 ปีก่อนคริสตกาล เนื้อหาโดยสรุปเป็นการยืนยันสถานะของฟาโรห์ การสนับสนุนศาสนา และการยกเว้นภาษีให้กับนักบวช

ความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของศิลาโรเซตตาอยู่ที่การเป็น "กุญแจ" ในการถอดรหัสอักษรภาพอียิปต์โบราณ ก่อนการค้นพบศิลานี้ นักวิชาการไม่สามารถอ่านอักษรไฮเออโรกลิฟิกได้เลย ทำให้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอียิปต์โบราณยังคงเป็นปริศนา

เมื่อศิลาโรเซตตาถูกค้นพบ และพบว่าข้อความเดียวกันถูกจารึกไว้ในภาษากรีกโบราณที่นักวิชาการสามารถอ่านได้ นักภาษาศาสตร์จึงเริ่มพยายามเปรียบเทียบข้อความในภาษากรีกกับอักษรไฮเออโรกลิฟิกและดีโมติก

บุคคลสำคัญที่ประสบความสำเร็จในการถอดรหัสนี้คือ ฌอง-ฟร็องซัว ช็องปอลลียง (Jean-François Champollion) นักภาษาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในช่วงปี ค.ศ. 1821-1822 เขาใช้หลักการที่ว่าอักษรไฮเออโรกลิฟิกบางตัวเป็นตัวแทนของเสียง (เช่นเดียวกับตัวอักษร) และบางตัวเป็นตัวแทนของความหมาย (เช่นเดียวกับรูปภาพ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังเกตชื่อของฟาโรห์ที่ปรากฏในวงรี (cartouche) ทำให้เขาสามารถถอดรหัสเสียงของชื่อนั้นๆ และขยายไปสู่การเข้าใจอักษรภาพทั้งหมด

ทำให้โลกสามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจบันทึก เอกสาร และจารึกจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้โดยชาวอียิปต์โบราณ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศาสนา การปกครอง วิทยาศาสตร์ และชีวิตประจำวัน

เป็นการวางรากฐานให้กับการศึกษาอียิปต์โบราณอย่างเป็นระบบ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบและทำความเข้าใจอารยธรรมโบราณนี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การค้นพบและการครอบครองในปัจจุบัน

ศิลาโรเซตตาถูกค้นพบโดยนายทหารฝรั่งเศสชื่อ ปิแอร์-ฟรองซัวส์ บุชาร์ด ในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2342 (ค.ศ. 1799) ระหว่างการทัพของนโปเลียนในอียิปต์

หลังจากการพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในอียิปต์ ศิลาโรเซตตาพร้อมกับโบราณวัตถุอื่นๆ ถูกยึดโดยกองทัพอังกฤษและถูกขนส่งไปยังอังกฤษ

ปัจจุบันศิลาโรเซตตาจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์บริติช (British Museum) ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และเป็นหนึ่งในวัตถุจัดแสดงที่เป็นที่นิยมที่สุดของพิพิธภัณฑ์

#ติดเทรนด์ #ออโต้theghost #แซ่บอีหลีเชียงละเบ๋อ #ประวัติศาสตร์โลก

2025/9/30 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมศิลาโรเซตตาไม่ได้เป็นเพียงแค่แผ่นหินธรรมดา แต่เป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณอย่างแท้จริง จากการค้นพบจนถึงการถอดรหัส ทำให้ผมรู้สึกทึ่งกับความสามารถของนักภาษาศาสตร์ในอดีตอย่างฌอง-ฟร็องซัว ช็องปอลลียง ที่ใช้ความพยายามอย่างหนักในการเปรียบเทียบข้อความทั้งสามภาษาให้กลายเป็นความเข้าใจที่ชัดเจน นอกจากนี้ ขนาดและวัสดุของศิลาโรเซตตาก็สะท้อนถึงความพิถีพิถันในยุคนั้น คือ แผ่นหินแกรนิตสีเทาที่มีมิติใหญ่โต ทนทาน ซึ่งสามารถเก็บรักษาข้อความสำคัญไว้ได้อย่างยาวนาน การจารึกเป็นข้อความทางศาสนาและการปกครองที่ชัดเจนยังเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและรัฐในสมัยนั้น สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม ศิลาโรเซตตาเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำภาษาที่แตกต่างกันมาใช้ร่วมกัน เพื่อสื่อสารคำสั่งและสิทธิพิเศษของฟาโรห์ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงความรู้โบราณที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายพันปี การได้เห็นวัตถุชิ้นนี้ที่พิพิธภัณฑ์บริติช ในกรุงลอนดอน จึงเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและกระตุ้นให้รู้สึกถึงความสำคัญของโบราณวัตถุในด้านการเรียนรู้และการรักษามรดกทางวัฒนธรรม