วันนี้ แม่จะมาแชร์ โรคซึมเศร้า อาการเศร้าทั่วไป และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
แตกต่างกันอย่างไร

เริ่มต้นที่ อาการเศร้าทั่วไป อาการเหล่านี้จะเป็นๆ หายๆ อาจจะเป็นช่วงก่อนเป็นประจำเดือน หากิจกรรมทำ หรือโฟกัสกับสิ่งอื่นแทน จะหายไปเอง

อาการเศร้าแบบทั่วไป

รู้สึกเศร้า ผิดหวัง หดหู่ ท้อแท้ ไม่มีความสุข ไม่ร่าเริงสดใส แต่บางครั้ง ความเศร้าเหล่านี้ก็สามารถทำให้หายไปได้ ด้วยการทำสิ่งที่ชอบ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อให้ลืมความเศร้าไปได้ชั่วขณะ

พฤติกรรมการกินและการนอนมากหรือน้อยจนผิดปกติไป อาจมีน้ำหนักขึ้นหรือลงบ้าง แต่โดยรวมจะสามารถกินและนอนตามความต้องการของร่างกายได้

กิจวัตรในชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป ในเรื่องของการเรียนหรือการทำงาน แต่ยังสามารถทำกิจวัตรเหล่านั้นได้

รู้สึกเหนื่อยง่าย เบื่อหน่าย ไม่มีสมาธิ หงุดหงิดง่าย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในระยะเวลาไม่นานเท่าโรคซึมเศร้า

ไม่มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองหรือพยายามฆ่าตัวตาย แต่ในบางรายอาจมีพฤติกรรมเหล่านี้บ้าง แต่ไม่รุนแรงเหมือนกับโรคซึมเศร้า แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการฟื้นฟูและเยียวยาจิตใจ จะเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคซึมเศร้าในที่สุด

โรคซึมเศร้า อาการแตกต่างจากความเศร้าปกติอย่างไร?

         หลายคนที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ อาจมีความสงสัยว่า อาการที่ตนพบอยู่นั้นใช่อาการของโรคซึมเศร้าหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่ภาวะหรือความเศร้าตามปกติเท่านั้น ต้องบอกเลยว่า โรคซึมเศร้าและอาการเศร้าแบบทั่วไปนั้น มีส่วนนที่คล้ายและแตกต่างกัน โดยอาการเศร้าแบบทั่วไป มักจะเป็นดังนี้

โรคซึมเศร้า อาการเป็นอย่างไร?

        โรคซึมเศร้า (Depression disorder) เกิดจากการที่สมองหลั่งสารผิดปกติ ได้แก่ โดปามีน (dopamine) สารเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) เมื่อสารเคมีเหล่านี้ผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกาย อารมณ์ ความคิด ไปจนถึงพฤติกรรม เกิดความแปรปรวน และนำไปสู่อาการผิดปกติต่าง ๆ ดังนั้น โรคซึมเศร้า ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นกับสภาพจิตใจเพียงอย่างเดียวอย่างที่หลาย ๆ คนคิด

อาการโรคซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

นอนไม่หลับ นอนน้อยหรือมากเกินกว่าปกติ มีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดทั้งคืน

เหนื่อยง่าย หมดเรี่ยวแรง หงุดหงิดง่าย

เบื่ออาหาร กินมากหรือน้อยจนเกินไป ส่งผลให้น้ำหนักตัวขึ้นหรือลดลงจนผิดปกติ

มองโลกในแง่ร้าย คิดด้านลบ มองว่าตัวเองไร้ค่า หรือรู้สึกเกลียดตัวเอง

มีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายตนเอง หรือพยายามฆ่าตัวตาย หากมีพฤติกรรมเช่นนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

หากคุณมีอาการดังกล่าวข้างต้นหลายข้อ และเป็นเวลาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 14 วัน คุณอาจจะมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า และควรเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์โดยเร็ว

โรคซึมเศร้า รักษาได้ไหม?

         โรคซึมเศร้า สามารถรักษาให้หายได้ ยิ่งพบเร็ว ยิ่งรักษาได้เร็ว โอกาสที่จะหายจากโรคนี้มีสูงมาก ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องสำรวจตนเอง เพื่อที่จะได้เฝ้าระวังโรคนี้ได้ หากรู้ตัวว่าตนเองเข้าข่ายโรคซึมเศร้า ให้รีบไปพบจิตแพทย์เฉพาะทาง เพื่อเข้ารับคำวินิจฉัย และรักษาต่อไป โดยมีวิธีการรักษา ดังนี้

การรักษาโรคซึมเศร้า

รักษาด้วยการบำบัด ฟื้นฟูสภาพจิตใจ โดยจะให้ผู้ป่วยพูดคุยกับจิตแพทย์ถึงสาเหตุและอาการ เพื่อที่จะได้ประเมินระดับความรุนแรง และหาวิธีการแก้ไขปัญหานั้น ๆ ลงได้

รักษาด้วยการใช้ยา เนื่องจากโรคซึมเศร้า เป็นอาการที่เกิดจากสารในสมองหลั่งผิดปกติ ดังนั้นผู้ป่วย จะต้องกินยารักษาโรคซึมเศร้า เพื่อรักษาควบคู่ไปกับการบำบัดทางจิตใจ โดยที่จะต้องเป็นยาที่ถูกจ่ายจากจิตแพทย์ผู้รักษาเท่านั้น หากซื้อกินเองอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายหรืออาการทรุดลงได้

หลายท่านอาจสงสัยว่า โรคซึมเศร้าเป็นแล้วหายเองได้ไหม?

คำตอบ คือ ไม่สามารถหายเองได้นะคะ

ไม่ไปหาหมอได้หรือเปล่า? แนะนำ ควรไป

         เนื่องจากเป็นโรคที่สารทั้ง 3 ชนิดในสมองไม่สมดุลกัน ทำให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องเข้าพบจิตแพทย์ เพื่อประเมินอาการ และจ่ายยาเพื่อรักษาตามความรุนแรงของอาการที่เป็น หากปล่อยไว้ อาการจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การไปพบจิตแพทย์ จึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดค่ะ เพื่อที่จะได้หายขาด และไม่กลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำนะคะ

การป้องกันโรคซึมเศร้า โดยเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต

          โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่อันตรายและต้องรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม หากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า หรือต้องการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันได้ ดังนี้

วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า

หากิจกรรมที่ชอบทำ หรืองานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายความเครียด

การได้พูดคุยกับคนรอบข้าง ระบายความรู้สึกต่าง ๆ กับเพื่อน ครอบครัวที่สนิทและไว้ใจ

หากรู้สึกว่าตนเองมีความเครียด ความเศร้าสะสมบ่อยครั้ง ควรปรึกษานักจิตบำบัด หรื

นักจิตวิทยาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันการป่วยเป็นซึมเศร้า

เรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์ของตนเอง

พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

ดูแลตัวเองอย่างไร หากป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

         แน่นอว่า หากถูกวินิจฉัยแล้วว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า การเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่อีกเรื่องสำคัญเช่นกัน คือการที่ผู้ป่วยจะต้องพยายามดูแลตัวเองควบคู่ไปกับการรักษาด้วย เพราะโรคซึมเศร้ามักมีพฤติกรรมและปัจจัยภายนอกมากระตุ้นให้แย่ลง ฉะนั้น จำเป็นจะต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต ดังนี้

วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคซึมเศร้า

ดูแลตนเองให้ร่างกายแข็งแรง พยายามกินอาหาร และพักผ่อนให้เพียงพอ

หางานอดิเรก หรือกิจกรรมยามว่าง เพื่อให้ลืมเรื่องความเศร้า เช่น การไปเป็นจิตอาสา การเข้าชมรมต่าง ๆ

ฝึกการมองโลกในแง่ดี ให้กำลังใจตัวเอง ไม่ทำอะไรที่รู้สึกเครียด

พาตัวเองออกมาจากสถานการณ์ที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ เช่น ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เพราะโดนทำร้ายร่างกาย แก้ไขโดยการพาตัวเองออกมาจากคนเหล่านั้น หรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ให้เวลากับตัวเอง ได้ทำอะไรที่ชอบ หรือทำแล้วเกิดความสุข หมั่นสร้างรอยยิ้มให้กับตัวเองอยู่เสมอ

สรุป

         โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่อันตรายมาก ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้าม หากมีอาการเศร้าหรือมีอาการที่เข้าข่ายโรคนี้ ให้รีบพบจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัยและหาทางป้องกันโดยเร็ว สิ่งสำคัญ คือการที่ผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจควบคู่ไปด้วย และหากคุณมีคนที่รักป่วยเป็นโรคนี้ล่ะก็ อย่าลืมที่จะมอบความรักและให้กำลังใจเขาเหล่านั้น ให้หายกลับมาเป็นปกตินะคะ

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือ เบบี้บลู (Baby Blue)

เบบี้บลู (Baby Blue) คืออะไร ?

เบบี้บลู (Baby Blue) หรือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่รวดเร็วในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด โดยมาระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และระดับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน (Progesterone) ซึ่งส่วนหนึ่งสร้างจากรก จะลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากคลอดรก และในขณะเดียวกันร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน (Prolactin) และฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) เพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนม การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของระดับฮอร์โมนเหล่านี้ ส่งผลให้อารมณ์ของคุณแม่มีความเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ปัญหาการเงิน ตกงาน เลิกรากับสามี หรือเด็กคลอดออกมาแล้วไม่แข็งแรง เป็นต้น

ชวนเช็กอาการเบบี้บลู (Baby Blue) หรือภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเป็นอย่างไร ?

สำหรับอาการของเบบี้บลูหรือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด เราสามารถแบ่งอาการตามการแสดงออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

อาการทางร่างกาย

อ่อนเพลีย ไม่มีแรง 

เหนื่อยง่าย รู้สึกเซื่องซึม

ไม่สดชื่น ไม่อยากทำอะไร หรือทำอะไรก็เชื่องช้า

มีปัญหาในการนอนหลับ นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท

ไม่หิว เบื่ออาหาร หรือมีความอยากอาหารน้อยลง

อาการทางจิตเวช

เครียด คิดมาก หรือคิดแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำ

วิตกกังวล กลัวเลี้ยงลูกไม่ได้ 

หดหู่ ซึมเศร้า บางครั้งก็อยากร้องไห้

อารมณ์เสีย หงุดหงิด เหวี่ยงวีน หรืออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ในบางครั้ง

ไม่มีความสุขในการดูแลบุตร รู้สึกตัวเองเป็นแม่ที่ไม่ดีพอ

ทำอย่างไร หากรู้สึกว่าตัวเองเข้าข่ายเป็นเบบี้บลู (Baby Blue) หรือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเหมาะสม

หาคนที่สามารถสนับสนุนและช่วยเหลือได้ เพื่อแบ่งเบาภาระและความเครียดจากการเลี้ยงลูก

ดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายและการกินอาหารที่เหมาะสม

พักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมคลายเครียดยามว่าง

เข้าร่วมกลุ่มสนทนาของแม่ที่มีประสบการณ์เดียวกัน แบ่งปันการรับมือภาวะเบบี้บลูที่เกิดขึ้น

ถึงแม้ว่าอาการเบบี้บลู (Baby Blue) หรือภาวะซึมเศร้าหลัง

คลอด จะเกิดจากการที่คุณแม่ยังปรับตัวหลังคลอดไม่ค่อยได้ ความวิตกกังวลเรื่องลูกเหล่านี้ มักจะมีอาการมากอยู่ในช่วงสัปดาห์แรก จากนั้นคุณแม่จะค่อยๆ ปรับตัว คลายกังวลและสามารถหายเองได้ 

แต่ทั้งนี้หากคุณแม่คนไหนมีอาการต่างๆ ตามที่กล่าวมา เกิน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการรุนแรง เช่น บางครั้งผุดภาพอยากทำร้ายตัวเอง ทำร้ายลูก ฉุนเฉียว หูแว่ว ประสาทหลอน มีเสียงสั่ง แนะนำว่าควรเข้าปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะอาการต่างๆเหล่านี้ อาจไม่ใช่เพียงอาการเบบี้บลู (Baby Blue) หรือภาวะซึมเศร้าหลังคลอด แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) หรือ โรคจิตหลังคลอด (Postpartum psychosis) ซึ่งมีความอันตรายต่อทั้งคุณแม่และคุณลูก และไม่สามารถหายได้เอง จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม

อาการซึมเศร้าหลังคลอด จะอยู่กับเราประมาณ 6 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะหายไป หรือแม่บางคนอาจจะเป็นยาวนานกว่านั้น

ที่กล่าวมา ทั้ง 3 ลักษณะ มีอาการใกล้เคียงกัน แต่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแก้ปัญหา เพราะมันส่งผลกระทบกับลูกและคนรอบข้าง

คำแนะนำสำหรับบุคคลทั่วไป ที่ไมีมความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า และไม่รู้จักวิธีการรับมือกับคนที่เป็นซึมเศร้า ไม่ว่าจะเป็นโรคซึม หรือซึมเศร้าหลังคลอด

สิ่งที่ควรทำ : เป็นผู้ฟังที่ดี รับฟัง และพูดคำว่า “เข้าใจ“ การพูดคำว่าเข้าใจ ทำให้คนป่วย อาการเหล่านี้ รู้สึกว่า เขาอยู่ทีมเดียวกันกับเรา เขารับฟังเรา

สิ่งที่ไม่ควรทำ : ไม่ควรตัดสินคนเหล่านี้ ไม่ต้องแสดงความเห็นใดๆ ไม่ควรสอนเขาว่าควรทำอย่างนี้ ทำอย่างนั้น และคำพูดที่ไม่ควรพูดคือ “อย่าคิดมาก”

อาการเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อลูก และคนรอบข้าง แนะนำควรรับการรักษาอย่างจริงจัง เพราะเมื่อเลี้ยงลูกไป คุณจะไม่สามารถรับมือกับสิ่งเล็กน้อยได้ มันจะกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก และสูญเสียโอกาสในการใช้ชีวิต

Credit : Plato Point

3/25 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการแยกแยะระหว่างอาการเศร้าทั่วไป โรคซึมเศร้า และภาวะซึมเศร้าหลังคลอดนั้นสำคัญมาก เพราะแม้อาการอาจดูคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างในด้านความรุนแรงและระยะเวลา อย่างที่ได้กล่าวถึงในบทความ การรู้จักทำความเข้าใจอาการเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถเตรียมตัวดูแลสุขภาพจิตได้อย่างเหมาะสม ประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยสัมผัสกับคนใกล้ชิดที่เป็นโรคซึมเศร้า พบว่า การสนับสนุนอย่างเข้าใจและไม่ตัดสินมีผลอย่างมากในการช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตของผู้ป่วย บางครั้งเพียงแค่เป็นผู้ฟังที่ดีและพูดคำว่า "เข้าใจ" ก็สร้างความรู้สึกปลอดภัยและไม่โดดเดี่ยวได้มากขึ้น สำหรับแม่หลังคลอด ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดหรือเบบี้บลูเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึก การได้พูดคุยกับแพทย์และเข้าใจว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับแม่หลายคน ช่วยลดความรู้สึกวิตกกังวลไปได้มาก นอกจากนี้ การแบ่งเบาภาระจากคนใกล้ชิดและหากิจกรรมผ่อนคลายก็ช่วยบรรเทาอาการได้ จริงๆ แล้ว การดูแลสุขภาพจิตไม่ควรมองข้ามและไม่ควรรอให้อาการรุนแรงจนเกินไป การรู้จักสังเกตตัวเองและคนรอบข้าง พร้อมปรึกษาแพทย์อย่างรวดเร็ว จะเพิ่มโอกาสในการรักษาที่มีประสิทธิภาพและกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เร็วยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ขอแนะนำให้ทุกคนฝึกฝนวิธีจัดการความเครียดและอารมณ์ของตัวเองด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ รวมถึงหางานอดิเรกหรือกิจกรรมที่ชอบทำเพื่อช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ความเข้าใจและการดูแลอย่างถูกวิธีจะช่วยให้เราข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างมั่นคงและสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ค้นหา ·
อาการซึมเศร้าหลังคลอด