เด็กที่มี EQ สูง มักเติบโตบ้านที่สื่อสารด้วยความรัก ผ่าน 3 ประโยคนี้บ่อยๆ

ในฐานะพ่อแม่ เราทุกคนย่อมอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอใช่ไหมคะ นอกจากการส่งเสริมเรื่องวิชาการหรือการฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ (IQ) แล้ว

การสร้าง เด็กที่มี EQ สูง หรือมีความฉลาดทางอารมณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมองว่า เป็นตัวกำหนดความสำเร็จและความสุขในอนาคตของลูกน้อยเลยทีเดียว

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่า ในช่วงวัยเด็กตอนต้น โดยเฉพาะก่อนอายุ 6 ขวบ ถือเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ มีพัฒนาการทางสติปัญญาและอารมณ์อย่างรวดเร็วที่สุด ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พ่อแม่สามารถสอดแทรกและช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้กับลูกได้ ผ่านการพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กันในชีวิตประจำวัน

ทำไมการสร้างเด็กที่มี EQ สูง ถึงสำคัญไม่แพ้ IQ?

ตามแนวคิดของนักจิตวิทยาชื่อดังอย่าง Daniel Goleman ได้เคยกล่าวไว้ว่า IQ หรือความฉลาดทางสติปัญญานั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคนเราเท่านั้น ในขณะที่ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ต่างหาก ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อทักษะการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการสื่อสาร การจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น รวมถึงความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต

แท้จริงแล้ว ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดนะคะ แต่เป็นทักษะที่สามารถปลูกฝังและพัฒนาขึ้นได้ ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันภายในครอบครัวเป็นหลัก ดังนั้น บ้านที่มีลูกเติบโตมาเป็นเด็กที่มี EQ สูง มักจะเป็นครอบครัวที่พ่อแม่มักจะพูด 3 ประโยคเหล่านี้กับลูกอยู่เสมอค่ะ

เด็กที่มี EQ สูง มักเติบโตมาในบ้านที่สื่อสารด้วยความรัก ผ่าน 3 ประโยคนี้

เด็กที่มี EQ สูง

“บอกพ่อกับแม่ได้ไหมคะ ว่าหนูร้องไห้ทำไม?”

เวลาที่ลูกร้องไห้งอแง พ่อแม่หลายคนอาจจะเผลอตอบสนองด้วยประโยคคุ้นเคยอย่าง “หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ!” , “เรื่องแค่นี้เอง จะร้องไห้ทำไม?” หรือ “ถ้าร้องไห้อีก จะโดนตี” คำพูดเหล่านี้ แม้พ่อแม่จะไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับทำให้เด็กรู้สึกว่าความรู้สึกของพวกเขาไม่ได้รับการเคารพ

เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เด็กๆ อาจจะสร้างนิสัยในการเก็บกดอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ แทนที่จะได้เรียนรู้วิธีการรับรู้และจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้น สิ่งสำคัญคือ เวลาที่ลูกร้องไห้ สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดไม่ใช่การถูกดุด่า แต่คือ “การรับฟัง” อย่างเข้าใจ

การใช้คำถามที่อ่อนโยนอย่าง “บอกพ่อกับแม่ได้ไหมคะ ว่าหนูร้องไห้ทำไม?” จะช่วยให้ลูกสงบลง และเป็นการสอนให้ลูกรู้จักสื่อสารอารมณ์ออกมาเป็นคำพูด กระบวนการนี้จะทำให้เด็กค่อยๆ เข้าใจว่า ทุกอารมณ์ความรู้สึกล้วนมีคุณค่า และสอนให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา แทนที่จะหลีกเลี่ยงหรือแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งนี่คือรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนา EQ ในอนาคตค่ะ

“ขอบคุณ นะลูก”

“เมื่อได้รับความช่วยเหลือแล้ว อย่าลืมกล่าวคำว่า ขอบคุณ นะลูก” หลายคนอาจมองว่า การสอนให้ลูกพูดคำว่า “ขอบคุณ” เป็นเพียงแค่การฝึกมารยาททางสังคมทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือบทเรียนสำคัญในการสอนให้เด็กรู้จักความกตัญญูและเคารพผู้อื่น

คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกรู้จักกล่าวขอบคุณกับทุกคนรอบตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ลุกให้นั่งบนรถเมล์ พนักงานทำความสะอาด เพื่อนๆ ที่แบ่งปันของเล่นให้ หรือแม้แต่คนในครอบครัวเดียวกัน การฝึกพูดคำว่าขอบคุณอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เด็กตระหนักได้ว่า ความช่วยเหลือทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีค่า ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะได้เรียนรู้ที่จะรับรู้ถึงความพยายามของผู้อื่น แทนที่จะมองว่าเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องทำให้ตนเองอยู่แล้ว

เด็กที่รู้จักกล่าวคำขอบคุณจากใจจริง ไม่เพียงแต่จะเป็นเด็กที่มีมารยาทดีเท่านั้น แต่ยังเป็นเด็กที่สามารถเข้าใจและเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์รอบตัว ซึ่งนี่คือสัญญาณที่ชัดเจนของเด็กที่มี EQ สูงค่ะ

ขอบคุณลูก

“พ่อกับแม่รู้สึก (เสียใจ/ดีใจ/โกรธ) เพราะสิ่งที่หนูเพิ่งทำลงไป”

ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) คือหนึ่งในหัวใจสำคัญที่สุดของความฉลาดทางอารมณ์ หากต้องการสอนให้ลูกใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น พ่อแม่ต้องช่วยให้พวกเขาเข้าใจก่อนว่า ทุกๆ การกระทำของพวกเขานั้น สามารถส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคนรอบข้างได้เสมอ

แทนที่จะใช้วิธีดุด่าหรือลงโทษเพียงอย่างเดียว พ่อแม่ควรแชร์ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองให้ลูกรับรู้ด้วย ตัวอย่างเช่น

หากลูกส่งเสียงดังจนรบกวนเวลานอนของคนในบ้าน พ่อแม่อาจจะบอกว่า “พรุ่งนี้พ่อกับแม่ต้องไปทำงาน แต่เราไม่ได้พักผ่อนเลยเพราะเสียงดังมาก และนั่นทำให้พ่อกับแม่เหนื่อยมากๆ เลยค่ะ”

หรือในกรณีที่ลูกทำของชิ้นโปรดของคุณแม่พัง คุณแม่อาจจะบอกความรู้สึกว่า “แม่เสียใจมากๆ เลยนะ เพราะของชิ้นนั้นมีความหมายกับแม่มาก”

การพูดคุยและแชร์ความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ จะช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจถึงผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเอง และพัฒนาความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในที่สุดค่ะ

คำพูดเล็กๆ น้อยๆ จากพ่อแม่นี่แหละค่ะ ที่เป็นตัวสร้างเด็กที่มี EQ สูง ความฉลาดทางอารมณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากการนั่งเรียนทฤษฎีในห้องเรียน แต่ถูกหล่อหลอมผ่านวิธีการที่พ่อแม่พูดคุยกับลูกในทุกๆ วัน

การเปิดใจรับฟังความรู้สึกของลูก สอนให้ลูกรู้จักกล่าวคำขอบคุณ และช่วยให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น จะเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับความฉลาดทางอารมณ์ เด็กที่มี EQ สูงจะไม่เพียงแค่รู้จักวิธีควบคุมอารมณ์ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรู้จักวิธีที่จะมอบความรัก เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสามารถสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับคนรอบข้างไปได้ตลอดชีวิต

ที่มา theAsianparent

6/10 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของคนเป็นพ่อแม่ที่ได้ทดลองใช้ 3 ประโยคสำคัญที่ช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้กับลูก พบว่าการสื่อสารด้วยความรักและเข้าใจในความรู้สึกของลูกมีผลอย่างมากในการสร้างความมั่นใจและความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว เมื่อเราเปิดใจรับฟังลูกว่า "หนูร้องไห้เพราะอะไร" ลูกจะรู้สึกว่าความรู้สึกของเขาได้รับการยอมรับและไม่โดนตัดสิน วิธีนี้ช่วยให้ลูกเรียนรู้ที่จะสื่อสารความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด แทนการเก็บกดอารมณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของ EQ ที่สูง นอกจากนี้ การธรรมดาแต่มีพลังอย่างคำว่า "ขอบคุณนะลูก" ก็เป็นบทเรียนสำคัญในการปลูกฝังความกตัญญูและการเห็นคุณค่าความสัมพันธ์รอบตัว ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะรู้จักคำนึงถึงผู้อื่น และเคารพความพยายามของคนรอบข้าง เป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์เชิงบวกที่ช่วยให้ชีวิตประสบความสำเร็จและมีความสุข การแสดงออกถึงความรู้สึกของพ่อแม่โดยตรง เช่น "พ่อกับแม่รู้สึกเสียใจ/ดีใจ/โกรธ เพราะสิ่งที่หนูทำ" เป็นการสอนลูกเรื่องความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) อย่างเป็นรูปธรรม ลูกจะได้เรียนรู้ว่าการกระทำของตัวเองส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อื่นอย่างไร และสามารถปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมได้ จากที่เคยเจอสถานการณ์ที่ลูกส่งเสียงดังเกินไปหรือทำของพัง การใช้คำพูดที่แสดงความรู้สึกจริงใจช่วยให้ลูกเข้าใจและไม่รู้สึกถูกลงโทษอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้เขาพัฒนาทักษะในการควบคุมอารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมทั้งในบ้านและสังคม สุดท้าย ความฉลาดทางอารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่เด็กเกิดมามีโดยอัตโนมัติ แต่เป็นทักษะที่พ่อแม่สามารถปลูกฝังได้โดยการสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์อย่างมีคุณภาพภายในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขและสำเร็จในชีวิตได้อย่างแท้จริง