เจอแบบนี้คุณจะทำยังไง จู่ๆ ก็มีเด็กมาเหยียบเท้าขยี้ๆ แล้วเยาะเย้ย ทำท่าแวหวะใส่

#เด็กเปรต #สนามเด็กเล่น ส่วนตัวแม่เองมีลูกสาวอายุ 11 เดือน วันนี้พาน้องไป Play ground ในห้างใกล้บ้าน ลูกแม่ยังเดินไม่ได้ น้องกำลังคลานในอุโมงอยู่ แล้วมีเด็กผู้ชายอายุน่าจะประมาณ 3-4 ขวบ เดินเข้าไปใกล้ๆ คิดว่าอยากเล่นกับน้องแต่ไม่ใช่ เด็กผูชายกำลังจะใช้เท้าไปเหยียบมือลูก แม่เลยตะโกนไปว่าอย่าทำน้องคะ แล้วอุ้มลูกมาจากตรงนั้น เดินหนีไป สักพักเด็กชายคนั้นเดินมาที่แม่แล้วใช้เท้าที่ใส่รองเท้าผ้าใบมาเหยียบที่เท้าแม่ แล้วขยี้ไปมาหลายที ขนาดเป็นผู้ใหญ่ยังเจ็บและตกใจเลยอุทานว่า OMG!

How can you do that?

หลังจากน้องเอาเท้าออก ก็ทำหน้าเยาะเย้ยเปะปากใส่ ทำท่าแหวะ และมีเสียง

พ่อน้องเห็น ก็น่ารักรีบขอโทษทันที

แม่ฟัง podcast ทุกประเภท และชอบฟัง ของ อ.ตฤณ นัก าชญวิทยา มีบางตอนที่เล่าว่า มนุษย์เกิดมาจะมี DNA คนดี กับ DNA คนเลว ตั้งแต่เกิด จะมีสัญญาณมาตั้งแต่เกิด

อยากรู้ว่า เด็กที่มีพฤติกรรมแบบ bullying และเจ้าคิดเจ้าแค้นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก แค้นที่ไม่สามารถทำลูกเราได้ แล้วมาทำผู้ใหญ่แทน ทั้งที่เคสนี้ไม่ได้เล่นด้วยกัน แต่เจอหน้าก็ตรงเข้ามาเพื่อต้องการทำร้าย ทำไมเด็กถึงมีพฤติกรรมแบบนี้

6/17 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงที่เจอเด็กวัย 3-4 ขวบเข้ามาเหยียบเท้าและทำท่าเยาะเย้ยนอกจากจะทำให้รู้สึกตกใจและเจ็บแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น สิ่งแวดล้อม ครอบครัว หรือการได้รับแบบอย่างไม่เหมาะสมที่ทำให้เด็กเรียนรู้พฤติกรรมก้าวร้าวและบูลลี่ตั้งแต่อายุยังน้อย การจัดการเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ส่วนตัวแล้วแนะนำให้ผู้ปกครองควรใส่ใจดูแลลูกอย่างใกล้ชิดเมื่อพาไปสนามเด็กเล่น และสอนลูกให้รู้จักปกป้องตัวเองอย่างมีสติ รวมถึงการพูดคุยกับเด็กคนที่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพื่อให้เขาเข้าใจว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมและทำให้ผู้อื่นรู้สึกเจ็บปวด นอกจากนี้ ความเชื่อเกี่ยวกับ DNA ที่กล่าวถึงในโพสต์ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ มนุษย์อาจมีแนวโน้มที่ซับซ้อนไม่สามารถแบ่งแยกง่าย ๆ คนดีและคนเลว แต่พฤติกรรมในวัยเด็กมักได้รับอิทธิพลจากการอบรมสั่งสอนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ดังนั้นการใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและให้ความรักความอบอุ่นสามารถช่วยลดพฤติกรรมลบในเด็กได้ สำหรับผู้ที่เจอเหตุการณ์คล้ายกัน แนะนำให้บันทึกเหตุการณ์และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่เพื่อขอให้ช่วยสอดส่องเด็กและป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ รวมถึงให้ความรู้กับตัวเองและลูกเกี่ยวกับการป้องกันบูลลี่ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยมากขึ้นเวลาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ท้ายที่สุด การพูดคุยเปิดใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ปกครองช่วยเสริมสร้างเครือข่ายการดูแลเด็กที่เข้มแข็ง และทำให้เรามีข้อมูลและกลยุทธ์ที่ดีกว่าในการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในสนามเด็กเล่นหรือพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ