ช่วงนี้เหมือนเวลาเดินไปช้าๆ..Slow mo.

แต่ทุกการเดินทางต้องใช้เวลา

และเวลาก็มีขีดจำกัดของมัน..30..35..

ทุกช่วงเวลาของชีวิตต้องเดินไปอย่างมีเป้าหมาย

แต่เป้าหมายต้องมี คำว่า..จุดหมาย

จุดหมายคือสิ่งที่ทำให้เป้าหมายสำเร็จ ถ้าเป้าหมายต่อยอดไปเรื่อยๆก็จะ..ไม่มีจุดพีค

ไปช้าๆ...แต่ต้องช้าแบบมีกำหนดเวลานั่นเอง

...หากเรื่องmtbbเป็นนวนิยาย

(แต่ไม่ใช่นะ นี่เรื่องจริง)

ในกรณีที่เป็นนวนิยาย..ก็ถึงจุดพีคของเรื่องที่ดำเนินมาตามขั้นตอน อาจจะเหมือนพีคแล้วพีคอีก

แต่ความพีค จะทวีขึ้นตามลำดับ พร้อมกับวัยที่เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง

...มรสุมในเส้นทาง รวมทั้งตัวละครที่ถูกเหวี่ยงเข้ามาในฉาก เชื่อเถอะเหวี่ยงมา เพื่อผ่านไปตามบทบาทในช่วงเวลานั้น

แต่เรากำลังพูดถึงเรื่องจริงเหมือนเรื่องราวในชีวิตที่ผูกพันกันต่อเนื่องมาเนิ่นนานของmtbbที่ก็แทบไม่ผิดเพี้ยนนวนิยาย เพราะในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง

นวนิยายก็มักดัดแปลงพล็อตเรื่องมาจากเรื่องจริง

ทำให้นึกถึงเพลงหนึ่งในช่วงเดินสู่โลกกว้างโดยลำพังของน้องแบม..นั่นคือเพลง

...SLOW MO

..เพลงslow mo ของแบมแบม คือเพลงที่แม่เอ๊ะชอบมากอีกเพลงหนึ่ง เป็นเพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะ ความหมายลึกซึ้งกินใจ

***มันอาจไม่ใช่เป็นแค่เพลง แต่มันคือ เรื่องราวในช่วงที คนสองคนต้องจากกัน เพื่อค้นหาคำตอบในชีวิต เส้นทางใหม่ ที่เขาต่างไม่คุ้นเคย เพียงลำพัง

สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ ไม่ใช่การแปลเนื้อเพลง แต่เป็นการประมวลความหมายในเพลงมาสู่เรื่องราวในความเป็นจริง ของคนสองคนที่มีความผูกพันกันมาเนิ่นนาน

จนต้องกล่าวไว้ในบทเพลงว่า

...ใจฉันเป็นส่วนหนึ่งของใจเธอ.

.ยิ่งใกล้ชิดยิ่งรู้สึกชัดเจน

***ยิ่งใกล้ชิดยิ่งชัดเจน ใจฉันเป็นส่วนหนึ่งของใจเธอ

และที่สำคัญ ตรงที่บอกว่า

...ผมค้นพบความเป็นตัวตนของผมผ่านตัวตนของคุณ

***ช่างลึกซึ้งกินใจมากมาย เขาผูกพันกันเรียนรู้ในตัวตนของกันและกันด้วยรักและเข้าใจ เพียงแต่ว่า.

***ขอเวลาปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปอย่างช้าๆ เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน.

... ปล่อยห้วงอารมณ์ล่องลอยไปช้าๆ

ตรงประโยคนี้สำคัญมาก ชัดเจนตามความเป็นจริง

***เป็นการเริ่มต้นเพื่อให้เวลาผม..ค้นหาคำตอบนั้น

คำตอบของหัวใจ..

.....คำตอบของหัวใจ

เหมือนคำมั่นสัญญาที่บอกว่า เราต่างคนต่างไปค้นหาความฝันและคำตอบในหัวใจของตัวเองแล้ว

เราจะกลับมาเคียงข้างกัน..ซึ่งช่วงนี้น้องแบมก็มักจะย้ำเสมอกับคำว่า...

..ผมอายุจะ30..เป้าหมายอะไรที่เขาตั้งใจไว้.

.คอยวันที่เขา30

***แล้วเพลงOUT THE DOORของพี่มาร์คก็ผุดขึ้นมา

...IF ALL THAT WE HAD WAS WOULDN'T

FEEL SO FORGOTTEN

ถ้าทุกสิ่งที่เรามีที่เราต้องการมันมีเพียงพอตามที่คุณสัญญาแล้ว ผมคงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนถูกทิ้งขว้างให้อ้างว้างอยู่คนเดียว

***คือเป้าหมายที่สัญญากันไว้ มันต้องมีกำหนดที่ชัดเจนไม่ใช่ขยายขอบเขตไปเรื่อย

ให้เขารู้สึกว่า บางครั้ง

YOU DON'T WANT ME TO STAY

BUT YOU DON'T WANT ME TO GO

คุณไม่ต้องการให้ผมอยู่

แต่ก็ไม่ต้องการให้ผมไป

WHAT DO YOU PLAY THESE GAMES

ทำไมคุณถึงเล่นเกมส์แบบนี้กับผมด้วย

***เขาว่า เนื้อหาเพลงมักจะสอดแทรกเรื่องราวในชีวิตจริง ซึ่งเราเห็นได้จากการกระทำของเขา

...ถึงวันนี้ ทั้งสองเติบโตด้วยวัย วุฒิภาวะและหน้าที่การงานในบทบาทศิลปินระดับโลก

...น้องแบมได้ทำทุกอย่างที่ต้องการจะทำ

จนบอกว่าทุกสิ่งไปไกลเกินกว่าที่ฝันไว้

แต่ก็มีไอเดียบรรเจิดเสมอ

...พี่มาร์ค ยังอยู่ในเส้นทางสายศิลปินที่ใช้ชีวิตควบคู่ไปกับวิถีปกติในเวลาที่ไม่ได้อยู่บนเวที ทำในสิ่งที่อยากทำ เพลงของเขามักแฝงความจริงในห้วงอารมณ์เศร้า เหงาโดดเดี่ยว จนถึงทวงถามสัญญา

อย่างใน OUT THE DOOR ที่บอกว่า

***ไหนเราสัญญากันไว้ว่าจะมาอยู่ด้วยกันในวันที่เราถึงจุดหมายปลายทาง

แต่ จุดหมายปลายทางของเธอกลับมีต่อไปไม่จบสิ้น

ทิ้งฉันไว้เดียวดาย...

...กินใจในเนื้อความจากบทเพลงนี้

ประมาณน้อยอกน้อยใจ ต่อว่าต่อขาน

..แต่รักที่สุดรักเสมอเธอคนเดียว

***เมื่อชีวิตในวันนี้เดินทางมาไกลเกินที่ฝันไว้ได้ทำในสิ่งที่ปรารถนาทุกสิ่ง..การกำหนดเป้าหมายก็ชัดเจนขึ้น

ตัวเลขที่สำคัญ

น้องแบม..ตัวเลข..30

พี่มาร์ค...ตัวเลขไม่เกิน..35

***เราคือคนที่รักเขาmtbbเรามั่นใจในเส้นทางที่เขาสองคนเดินทางร่วมกันมาและรอเวลากับ

กำหนดเวลาสำคัญในชีวิตของเขาสองคน

ที่ผ่านร้อนร้อนผ่านหนาวด้วยกันมาแต่เด็กจนเติบโต

ประสบความสำเร็จก็ยังอยู่ด้วยกันกายห่างแต่ใจยังผูกพันกันเสมอ

เป็นดั่ง..พี่น้องคู่ชีวิต

...นี่คือที่สุดแล้วสำหรับคนสองคน

เราซึ่งติดตามเขามาดังเพื่อนร่วมทาง ที่ติดตามห่างๆอย่างชื่นชมยินดี สุขทุกข์ไปกับเรื่องราวของเขาดั่งคนในครอบครัว เราก็พร้อมจะเห็นเขาเดินทางสู่เป้าหมายไม่ว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด

รู้แต่ว่าต้อง ดี และ ดีมากด้วย

16ปีแล้วนะที่เรามีเรา..รักมาร์คแบม

***เรียบเรียงตีความตามสถานการณ์โดย

แม่เอ๊ะMTBB

#อากาเซ่

#MTBB

#MarkBam

#แม่เอ๊ะmtbb

#got7

7/3 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของแฟนคลับและผู้ติดตามเส้นทางของ MTBB มาอย่างยาวนาน สิ่งที่เห็นชัดเจนคือความสัมพันธ์ของสองศิลปินนี้เป็นมากกว่าคำว่านักร้องหรือเพื่อนร่วมวงดนตรี พวกเขาเติบโตและใช้ชีวิตไปด้วยกัน ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและจุดเปลี่ยนในชีวิตอย่างช้าๆ แต่มีจุดหมายที่ชัดเจน การใช้เพลงเป็นเหมือนภาษาแห่งความรู้สึกที่สื่อสารระหว่างกัน และยังสะท้อนบทเรียนชีวิตให้กับผู้ฟังอย่างลึกซึ้ง เพลง "Slow Mo" ของแบมแบม ไม่ใช่เพียงเพลงที่มีทำนองไพเราะ แต่เต็มไปด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกและความจริงของชีวิตที่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงและค้นหาความหมายในช่วงเวลาที่ต้องแยกจากกัน เพลงนั้นเหมือนนิยายที่มีตัวละครจริง เป็นชีวิตจริงของพวกเขาที่แฟนๆ รู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว และยิ่งเสริมให้ความผูกพันแน่นแฟ้นขึ้น เส้นทางของพี่มาร์ค และน้องแบม ต่างก็มีเป้าหมายที่ต้องไปถึงในวัยที่กำหนด เช่น 30 และ 35 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่เลขธรรมดา แต่เป็นเครื่องหมายของการเติบโต การทำตามความฝัน และความมั่นคงในชีวิต การรอคอยอย่างมีความหวังและการเดินหน้าอย่างมั่นคงด้วยรักและความเข้าใจที่มีต่อกัน ทำให้แฟนคลับได้เห็นว่าการเดินช้าก็มีคุณค่า เมื่อมีเป้าหมายและจุดหมายชัดเจน หลายครั้งที่แฟนคลับอาจรู้สึกเห็นใจในช่วงเวลาที่ทั้งสองคนต้องแยกจากกัน หรือมีความรู้สึกเหมือนโดดเดี่ยว ซึ่งเพลง "Out The Door" ของพี่มาร์ค ก็สะท้อนความรู้สึกเหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง ถึงแม้ว่าจะมีความอ้างว้างแต่น้ำเสียงในเพลงยังเต็มไปด้วยความรักและความหวังที่จะได้กลับมาร่วมทางกันอีกครั้ง ความสัมพันธ์ของ MTBB แสดงให้เห็นถึงความหมายของคำว่า "พี่น้องคู่ชีวิต" ที่แม้ในยามห่างกันทางกาย แต่หัวใจยังผูกพันและสนับสนุนกันอย่างไม่เสื่อมคลาย ตลอด 16 ปีที่ผ่านมากับทุกเรื่องราวที่ร่วมเดินมา เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเส้นทางนี้ยังคงเต็มไปด้วยความหวังและความสุข แม้ต้องเดินช้าๆ ก็ตาม ดังนั้น ทุกคนที่ติดตามและรัก MTBB จึงไม่เพียงแต่เฝ้าดูความสำเร็จ แต่ยังร่วมรู้สึกและซาบซึ้งกับการเติบโตของความสัมพันธ์และเป้าหมายในชีวิตของทั้งสองอย่างแท้จริง