ความเชื่อยุคโบราณสุดแปลก... ที่คนยุคนั้นยอมทำจริงแบบไม่อิงนิยาย
ความเชื่อยุคโบราณสุดแปลก... ที่คนยุคนั้นยอมทำจริงแบบไม่อิงนิยาย
1. ผู้รับกินบาปแทนคนตาย - อังกฤษและเวลส์โบราณ:
ในยุคศตวรรษที่ 18-19 มีอาชีพและพิธีกรรมสุดประหลาดที่เรียกว่า "Sin-Eater" หรือผู้รับกินบาป โดยเมื่อมีคนในหมู่บ้านเสียชีวิต ครอบครัวจะนำขนมปังและเกลือมาวางไว้บนหน้าอกของศพ เพราะเชื่อว่าขนมปังนั้น จะดูดซับบาปทั้งหมดของผู้ตายออกมา จากนั้นจะจ้างคนยากไร้หรือคนไร้บ้านมารับประทานขนมปังชิ้นนั้น เพื่อรับเอาบาปทั้งหมดเข้าตัวเองแทน ทำให้วิญญาณผู้ตายได้ไปสวรรค์อย่างบริสุทธิ์ ส่วนคนรับกินบาปก็จะกลายเป็นคนบาปหนาที่คนในสังคมรังเกียจและต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
คำค้นหา: Sin eater historical ritual superstition
2. การกินชิ้นส่วนศพมนุษย์เป็นยารักษาโรค - ยุโรปยุคกลาง:
ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 ชนชั้นสูง แพทย์ และราชวงศ์ในยุโรป มีความเชื่อสุดสยองว่า "ร่างกายของมนุษย์สามารถรักษาโรคของมนุษย์ได้" พวกเขาจึงนิยมนำศพคนตายมาทำเป็นยารักษาโรค เช่น นำกะโหลกศีรษะของทหารที่ตายในรบมาบดเป็นผงผสมเครื่องดื่มแก้อาการปวดหัว เอาเลือดสดๆ ของนักโทษประหารมาดื่มเพื่อรักษาโรคชัก หรือแม้กระทั่งสั่งซื้อ "มัมมี่อียิปต์" จากพ่อค้ามืดมาบดกินเพื่อบำรุงร่างกาย เพราะเชื่อว่ามีพลังชีวิตเข้มข้นหลงเหลืออยู่
คำค้นหา: Corpse medicine cannibalism Europe history
3. มดลูกพเนจร สัตว์ร้ายลึกลับในร่างกายผู้หญิง - กรีกโบราณ:
แพทย์ในกรีกโบราณยุคของฮิปโปเครติส มีความเชื่อสุดพิลึกว่า มดลูกของผู้หญิงไม่ได้อยู่กับที่ แต่มันมีพฤติกรรมเหมือน "สิ่งมีชีวิตอิสระที่ชอบเดินพเนจร" ไปทั่วร่างกาย หากผู้หญิงคนไหนครองโสดนานเกินไป มดลูกจะเกิดอาการ "แห้งและหิวกระหาย" จนมันต้องออกเดินทางลอยไปกดทับอวัยวะอื่นๆ เช่น ลอยไปอุดปอดทำให้หายใจไม่ออก หรือลอยไปที่หัวใจทำให้เกิดอาการคุ้มคลั่ง (ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าฮิสทีเรีย) วิธีรักษาของหมอยุคนั้นคือ จะเอาของกลิ่นหอมๆ ไปจ่อไว้ที่อวัยวะเพศเพื่อล่อให้มดลูกยอมเลื่อนกลับลงมา และเอาของกลิ่นเหม็นเน่าไปจ่อไว้ที่จมูกเพื่อไล่ให้มดลูกหนีลงไปครับ
คำค้นหา: Wandering womb ancient Greece medical superstition
4. ทารกตัวตายตัวแทนจากแดนแฟรี่ - ยุโรปยุคกลาง:
ผู้คนในอดีตไม่ได้มองว่า "แฟรี่" เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักผูกโบว์เหมือนในนิทานยุคใหม่ แต่พวกเขาเชื่อในเรื่อง "ลูกเปลี่ยนตัว" (Changeling) ซึ่งเป็นความเชื่อที่ว่าพวกแฟรี่จะแอบมาขโมยทารกมนุษย์ที่แข็งแรงไป แล้วทิ้งทารกแฟรี่ที่ป่วยออดๆ แอดๆ หรือหน้าตาแหลมคมไว้แทน หากพ่อแม่คนไหนเห็นลูกตัวเองจู่ๆ ก็ป่วยหรือร้องไห้ไม่หยุด พวกเขาจะเชื่อว่านี่ไม่ใช่ลูกจริง และจะทำพิธีโหดๆ เช่น เอาเด็กไปวางทิ้งไว้ในป่ากลางคืน หรือเอาไปลนไฟ เพื่อบีบให้แม่แฟรี่ทนดูไม่ได้แล้วเอาเด็กตัวจริงกลับมาคืน
คำค้นหา: Changeling folklore fairy superstition medieval
5. การชั่งน้ำหนักเพื่อพิสูจน์ความเป็ นแม่มด - เนเธอร์แลนด์โบราณ:
ในยุโรปยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่มีการล่าแม่มดอย่างคลั่งไคล้ ชาวเมืองอูดิวอเตอร์มีความเชื่อแปลกๆ ว่า แม่มดจะมีน้ำหนักตัว "เบากว่าคนปกติอย่างมหาศาล" เพราะพวกนางไม่มีวิญญาณและต้องเบาพอที่จะลอยตัวบนน้ำหรือขี่ไม้กวาดได้ ทางเมืองจึงสร้างโรงชั่งน้ำหนักอย่างเป็นทางการขึ้นมา หากใครถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด จะต้องมาขึ้นตาชั่งยักษ์เปรียบเทียบกับน้ำหนักมาตรฐาน หากน้ำหนักเท่าคนปกติ ศาลจะออกใบรับรองให้ว่า "ไม่ใช่แม่มด" ซึ่งโรงชั่งนี้ดังมากจนมีผู้คนแห่มาขอชั่งเพื่อเอาใบเซอร์กันเพียบ
คำค้นหา: Oudewater Witch Weighhouse Netherlands
"ความเชื่อในอดีตอาจดูไร้เหตุผลและน่ากลัวในสายตาเรายุคนี้... แต่สำหรับคนโบราณ มันคือวิธีเดียวที่พวกเขาใช้ทำความเข้าใจและรับมือกับโลก ในยุคที่วิทยาศาสตร์และการแพทย์ยังเดินทางไปไม่ถึงครับ"
#5point #เรื่องน่ารู้ #เรื่องจริง #ประวัติศาสตร์ #เรื่องลี้ลับ
ในยุคโบราณ ความเชื่อต่างๆ มักมีที่มาจากความไม่รู้และความต้องการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างไม่มีคำตอบ ด้วยข้อจำกัดของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงเกิดธรรมเนียมและพิธีกรรมที่เราหลายคนเห็นแล้วอาจมองว่าผิดปกติหรือแปลกประหลาดมาก แต่ในสมัยนั้นเป็นความจริงจังที่ผู้คนยึดถืออย่างมาก ตัวอย่างเช่น การที่ชาวอังกฤษและเวลส์โบราณมี "ผู้รับกินบาป" คือผู้ยอมรับบาปแทนคนตาย ถือเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อเรื่องบาปบุญที่มีอิทธิพลสูง การที่คนจนหรือคนไร้บ้านถูกจ้างให้เป็นผู้รับกินบาปจึงเป็นการแลกเปลี่ยนชะตากรรมที่หนักหน่วงอย่างยิ่ง เพื่อให้คนตายได้ไปสู่ภพหลังอย่างบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่น่าสลดใจในยุคนั้น ส่วนความเชื่อเรื่องการใช้ชิ้นส่วนศพมนุษย์เป็นยารักษาโรค โดยเฉพาะในยุโรปยุคกลาง อาจฟังดูน่าสยดสยอง แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ามนุษย์พยายามหาทางรักษาโรคด้วยวิธีที่ตนเองเข้าใจที่สุดก่อนที่ความรู้ทางการแพทย์จะพัฒนา ถึงแม้ในปัจจุบันจะขัดกับจริยธรรมแล้วก็ตาม เรื่องของ "มดลูกพเนจร" ในกรีกโบราณ ก็เป็นความพยายามหนึ่งที่มุ่งอธิบายอาการทางสุขภาพและอารมณ์ของผู้หญิง ด้วยความที่เข้าใจเกี่ยวกับร่างกายจำกัด จึงตีความปรากฏการณ์เหล่านั้นตามความเชื่อในยุคนั้น และนำไปสู่การรักษาที่แปลกประหลาดแต่ก็แสดงให้เห็นว่ามนุษย์พยายามผ่านความรู้ที่มีในการดูแลสุขภาพ ความเชื่อเรื่อง "ทารกตัวตายตัวแทนจากแดนแฟรี่" ก็สะท้อนความหวาดกลัวเกี่ยวกับความผิดปกติของเด็กทารกที่ลักษณะร่างกายหรือสุขภาพไม่ปกติ และภาวะที่เด็กป่วยหรือดูเหมือนไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ จึงเกิดนิทานพื้นบ้านและพิธีกรรมที่โหดร้าย เพื่อหวังคืนความสมบูรณ์และสุขภาพดีให้กับครอบครัว อย่างไรก็ตามในมุมมองปัจจุบัน เราสามารถเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขาดความเข้าใจและอุปภัมภ์อย่างมาก สุดท้ายคืองานพิธีชั่งน้ำหนักแม่มดในเมืองอูดิวอเตอร์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่แสดงถึงความเชื่อและความหวาดกลัวต่อแม่มด รวมทั้งวิธีการตรวจสอบที่วิทยาศาสตร์ในยุคนั้นยังขาด การที่เมืองจัดตั้งเป็นสถานที่สาธารณะเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ก็สะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับการจัดการกับความกลัวและความเชื่อในยุคกลาง การศึกษาความเชื่อโบราณเหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของความรู้ความเข้าใจของมนุษย์และความสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และจริยธรรมในสมัยใหม่ด้วย






