เปรียบเทียบแป้งไร้แป้งคุมมัน Chillab และ Dazzle Me

2025/8/2 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนที่เสิร์ชแนว “แป้งไร้แป้ง Chillab pantip” น่าจะอยากรู้เหมือนกันว่าใช้จริงแล้วคุมมันไหม และต่างจากแบรนด์อื่นอย่าง Dazzle Me แค่ไหน เราเลยสรุปเป็นประสบการณ์ใช้งานแบบเข้าใจง่าย เผื่อช่วยตัดสินใจได้เร็วขึ้นค่ะ สิ่งที่เราโฟกัสเวลาเลือก “แป้งไร้แป้งคุมมัน” คือ 1) ความแมทที่ได้หลังทา 2) ระยะเวลาคุมมันระหว่างวัน 3) ความเนียน/เบลอรูขุมขน 4) ความรู้สึกบนผิว (หนักหน้าไหม) และ 5) ทาซ้ำแล้วเป็นคราบหรือเปล่า เพราะแป้งแนวนี้ส่วนใหญ่คนจะใช้เป็นแป้งซับมันมากกว่าทำให้หน้าขาว จากที่ลองใช้แนวทางเดียวกันทั้ง Chillab และ Dazzle Me เราจะทา 2 แบบค่ะ - แบบที่ 1: ลงหลังกันแดด/รองพื้น เพื่อเซ็ตผิวให้แมท - แบบที่ 2: พกไปเติมระหว่างวัน โดยใช้พัฟกดเบา ๆ ตรง T-zone (หน้าผาก จมูก คาง) Chillab (แป้งไร้แป้งคุมมัน) จุดที่เราชอบคือฟีลผิวค่อนข้าง “แมทแบบกำลังดี” และให้ความรู้สึกบางเบา เหมาะกับวันที่ไม่อยากแต่งหน้าเยอะ ๆ หรือวันที่เน้นซับมันมากกว่าปกปิด สีไม่ค่อยดรอปบนผิวเรา และเวลาเติมทับระหว่างวัน ถ้าซับความมันออกก่อน จะค่อนข้างเนียน ไม่ค่อยเป็นปื้น ส่วน Dazzle Me จะให้ฟีลแมทชัดกว่าเล็กน้อยในช่วงแรกที่ลง และเหมาะกับวันที่ต้องการความเป๊ะของผิวแบบทันที (เช่นก่อนเข้าประชุม/ถ่ายรูป) แต่ถ้าวันไหนผิวขาดน้ำหรือมีผิวลอกนิด ๆ เราจะรู้สึกว่ามีโอกาสเห็นผิวเป็นริ้ว ๆ ได้ง่ายกว่า เลยแนะนำให้บำรุงผิวให้ชุ่มก่อนแล้วค่อยลง จะสวยกว่า ทริคให้คุมมันอยู่และไม่เป็นคราบ (ใช้ได้ทั้งสองแบรนด์) 1) ก่อนเติมแป้ง ให้ใช้ทิชชู่ซับมันหรือกระดาษซับมันกดเบา ๆ ก่อนเสมอ 2) ถ้าใช้กับรองพื้น เลือกรองพื้นที่ไม่ฉ่ำเกินไป หรือเซ็ตแค่ T-zone ก็พอ 3) ใช้วิธีกดพัฟ ไม่ถูวน เพราะการถูทำให้รองพื้นข้างล่างไหลและเป็นคราบง่าย 4) ถ้ารูขุมขนกว้างมาก ลองใช้ไพรเมอร์เฉพาะจุด แล้วค่อยตามด้วยแป้ง จะช่วยเรื่องความเนียน สรุปแบบเลือกซื้อง่าย ๆ - อยากได้แป้งไร้แป้งที่เบา ๆ เน้นซับมัน ระหว่างวันเติมแล้วไม่ค่อยเป็นคราบ: เอนเอียงไปทาง Chillab - อยากได้ความแมทชัดตอนลงทันที ใช้ในวันที่ต้องการลุคเป๊ะ: Dazzle Me ก็ทำได้ดี หวังว่ารีวิวสไตล์ “แป้งไร้แป้ง Chillab vs Dazzle Me” แบบนี้จะช่วยแทนการไล่อ่านหลาย ๆ โพสต์ได้ ใครมีสภาพผิวคล้ายกันลองเลือกตามการใช้งานหลัก แล้วจะคุ้มที่สุดค่ะ

ค้นหา ·
แป้ง chillab รีวิว