วิธีเขียน
#พินัยกรรมชีวิต
เอกสารแสดงเจตจำนงล่วงหน้าของผู้ป่วยที่ไม่ต้องการ การรักษาในรูปแบบยื้อชีวิต
เมื่ออยู่ในช่วงวาระสุดท้าย
#วาระสุดท้าย #ผู้ป่วยระยะสุดท้าย
#Livingwill
Living Will เป็นการวางแผนเ พื่อดูแลรักษาด้านสุขภาพโดยเฉพาะในวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อไม่สามารถรักษาให้หายได้ มีการพยากรณ์โรคตามมาตรฐานวิชาชีพว่าจะต้องเสียชีวิตในไม่ช้า รวมถึงคนที่สมองส่วนใหญ่เสียหาย ถูกทำลาย ต้องนอนเป็นเจ้าชายนิทรา ผู้ป่วยสามารถขอจากไปอย่างสงบโดยไม่ยื้อชีวิตด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ หรือการรักษาที่ไม่จำเป็น
Living Will ควรทำตั้งแต่ยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ และสื่อสารให้ลูกหลาน ครอบครัว หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เข้าใจถึงความต้องการในวาระสุดท้าย ทั้งการเลือกวิธีการรักษาในระยะสุดท้าย การจัดการงานศพ รวมถึงสื่อสารให้แพทย์ทำตามความต้องการด้วย
Living Will จึงเป็นการวางแผนเพื่อให้สามารถจากไปอย่างสงบสุข โดยไม่ได้ทอดทิ้งผู้ป่วย แต่ให้การดูแลรักษาแบบประคับคอง (Palliative care) จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
📘อยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข🫂
#palliativecare
... อ่านเพิ่มเติม หลายคนเห็นคำว่า “พินัยกรรม” แล้วนึกถึงการแบ่งทรัพย์สินให้ลูกทันที แต่จริง ๆ “พินัยกรรมชีวิต (Living Will)” เป็นคนละเรื่องกับ “พินัยกรรมทรัพย์สิน” นะคะ อันนี้คือเอกสารแสดงเจตจำนงล่วงหน้าเกี่ยวกับการรักษาในวาระสุดท้าย/ภาวะที่สื่อสารไม่ได้ เพื่อให้เรา “จากไปอย่างสงบ” และให้ทีมแพทย์ดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ตามที่เราต้องการ
สิ่งที่ควรเขียนให้ครบ (เช็กลิสต์แบบทำตามได้)
1) รายละเอียดส่วนตัว: ชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน วันเกิด ที่อยู่ เบอร์โทร ผู้ติดต่อฉุกเฉิน
2) ขอบเขตสถานการณ์ที่ให้ใช้เอกสารนี้: เช่น ผู้ป่วยระยะสุดท้าย โรคไม่สามารถรักษาให้หายได้ โคม่า/สมองเสียหายรุนแรง หรือแพทย์ประเมินว่าโอกาสฟื้นกลับมามีคุณภาพชีวิตต่ำ
3) เจตนาการรักษา (หัวใจของพินัยกรรมชีวิต): ระบุให้ชัดว่า “ต้องการ/ไม่ต้องการ” การยื้อชีวิตด้วยเครื่องมือ เช่น การปั๊มหัวใจ (CPR), ใส่ท่อช่วยหายใจ, เจาะคอ, ให้อาหารทางสายยาง/ทางหลอดเลือด, ฟอกไตในช่วงท้าย ฯลฯ และย้ำว่า “ยังคงขอรับการดูแลแบบประคับประคอง” เพื่อบรรเทาอาการปวด หอบ กระสับกระส่าย
4) การแต่งตั้งผู้แทนการตัดสินใจ: เลือก 1–2 คนที่ไว้ใจ ระบุชื่อ-สกุล ความสัมพันธ์ เบอร์โทร เพื่อช่วยสื่อสารกับแพทย์เมื่อเราพูดเองไม่ได้
5) ความต้องการหลังเสียชีวิต: เช่น การบริจาคอวัยวะ/ร่างกาย (ถ้าต้องการ) รูปแบบงานศพที่อยากให้จัดเรียบง่าย/ตามศาสนา สถานที่เก็บอัฐิ เป็นต้น
6) การลงลายมือชื่อและพยาน: ลงชื่อผู้ทำเอกสาร วันที่ทำ และให้พยานลงชื่อให้เรียบร้อย (แนะนำเลือกคนที่เชื่อถือได้)
เรื่อง “แบบฟอร์มพินัยกรรมชีวิต”
ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไง ใช้แบบฟอร์มเป็นโครงได้เลยค่ะ แล้วเติมรายละเอียดให้เฉพาะตัวเรา โดยเน้น 3 ส่วนที่มักตกหล่นคือ “สถานการณ์ที่ให้ใช้เอกสาร”, “รายการหัตถการที่ไม่ต้องการ”, และ “ชื่อผู้แทนตัดสินใจ” เขียนให้ชัดจะช่วยลดความลังเลของครอบครัวและทีมแพทย์มาก
หลายคนค้นคำว่า “พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ มาตรา 1657” อันนั้นเป็นพินัยกรรมทรัพย์สิน (เรื่องมรดก) ไม่ใช่พินัยกรรมชีวิตนะคะ ถ้าต้องการทำทั้งสองแบบ แนะนำแยกเอกสารคนละฉบับเพื่อไม่ให้สับสน
ทิปส่วนตัวที่ทำให้เอกสาร “ใช้ได้จริง”
- ทำตอนที่เรายังมีสติสัมปชัญญะดี และคุยกับคนในบ้านให้เข้าใจตรงกัน
- ถ้าเป็นไปได้ นำเอกสารไปแจ้ง/แนบไว้กับประวัติการรักษาโรงพยาบาลที่ไปประจำ และเก็บสำเนาไว้กับผู้แทนตัดสินใจ
- พกสำเนาไว้ในมือถือ/กระเป๋า และอัปเดตเมื่อความคิดเปลี่ยน (เช่น ทุก 1–2 ปี)
สุดท้าย การทำพินัยกรรมชีวิตไม่ได้แปลว่าเรา “ไม่รักษา” แต่คือการเลือกการดูแลที่สอดคล้องกับคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของเราในวาระสุดท้ายค่ะ