Automatically translated.View original post

Warning ❗️ almost not ending year 4 ⚠️

Hello, Lemon 8 🍋

Today I want to share my best lessons from Year 4.

To remind you that...

Don't have a story with your mentor!

Sounds like a distant story, right?

But we're the ones who almost didn't end it. ❗️

Because this has really come. 😭

Back in '4.

Got a new PhD as a project consultant.

* * * * * * * * * * * * * * * * *

There was no problem at first.

But just keep working.

We noticed that the teacher was quite

🚩 and not listening 🚩

Every time we send a solving job,

He never used the pen band method like other professors.

But fix it yourself in the Word file and send it back.

Like doing it for us all

And then expect us to

"Thank you."

(With the judgment and wisdom of these four-year-olds, the teacher's behavior is really like this)

Until one day he said, 🔔🚩

"I'll give you an IP."

At that time, my heart fell to the blister.

Because "IP" is not passing that course.

And it will show up in transcript for life! 🚩

We try to consult in all ways.

Friends, other professors, to registries!!!!!

Because we know that we work for a full period of time

And the quality of the work is not that bad.

Finally, the teacher had to give up because of the evidence.

It's all clear.

So we narrowly survived.

We print all the documents, both our grades at

Past and the work we solved!!!!!

And most importantly...

Don't be that teacher or supervisor.

Ego organized until forgetting being a person

We do not agree to what we are not wrong.

I'll continue ep.2 two.

# My story# Warned# Master # University # Year 4 students

2025/11/6 Edited to

... Read moreถ้าใครเป็น “นักศึกษาสาว/นักศึกษาปี 4” ที่กำลังทำโปรเจกต์หรือโครงงานจบ แล้วเริ่มรู้สึกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาคุยยาก ไม่รับฟัง หรือทำให้เรากังวลเรื่องเกรด (เช่นขู่ให้ติด IP) อยากแชร์แนวทางที่เราใช้แล้วช่วยให้สถานการณ์ “ไม่พัง” และอย่างน้อยก็ปกป้องตัวเองได้ค่ะ 1) ตั้งสติและแยก “ความรู้สึก” ออกจาก “ข้อเท็จจริง” เวลาถูกพูดแรง ๆ หรือเจอท่าทีไม่เป็นธรรม เราจะเผลอตอบโต้ด้วยอารมณ์ง่ายมาก แต่สิ่งที่ช่วยได้คือจดเป็นข้อ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น วันไหน อาจารย์พูดอะไร เราส่งงานอะไรไปแล้วบ้าง และเดดไลน์ไหนที่ทำครบแล้ว นี่คือฐานข้อมูลให้เราคุยด้วยเหตุผล ไม่ใช่คุยด้วยความโมโห 2) เก็บหลักฐานทุกอย่าง ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน อันนี้สำคัญที่สุดจริง ๆ เพราะหลายเคส “รอด” ได้จากหลักฐานล้วน ๆ แนะนำให้ทำโฟลเดอร์เดียวเก็บ: - ไฟล์งานทุกเวอร์ชัน (ตั้งชื่อไฟล์เป็นวันที่/เวอร์ชัน) - อีเมล/แชตที่ส่งงานและได้รับคำสั่งแก้ - เอกสารนัดหมาย/บันทึกการประชุม (สรุปสั้น ๆ ก็ได้) - ตารางไทม์ไลน์ว่าเราทำอะไรไปแล้วเมื่อไหร่ ถ้ามีการแก้ใน Word แล้วส่งกลับมา ให้เก็บไฟล์นั้นไว้ด้วย เพราะมันสะท้อนว่ามีการรีวิว/แก้งานจริง 3) สื่อสารแบบ “ขอความชัดเจน” ไม่ใช่ “เถียง” เวลารู้สึกว่าอาจารย์ไม่รับฟัง ลองเปลี่ยนเป็นคำถามที่ทำให้เขาต้องระบุเกณฑ์ เช่น - “ขอเกณฑ์ผ่าน/ไม่ผ่านของวิชานี้เป็นข้อ ๆ ได้ไหมคะ หนูจะได้แก้ให้ตรงจุด” - “ส่วนไหนที่ยังไม่ถึงมาตรฐาน ขอให้ช่วยชี้เป็นหัวข้อได้ไหมคะ หนูจะปรับตามนั้น” การทำให้ทุกอย่างอยู่ในรูปเกณฑ์ จะช่วยลดความกำกวม และเป็นหลักฐานทางอ้อมด้วย 4) ถ้ารู้สึกเสี่ยง ให้เพิ่ม “ช่องทางทางการ” ทันที หลายคนพลาดตรงไปคุยปากเปล่าอย่างเดียว แนะนำให้หลังคุย ให้ส่งสรุปทางอีเมลแบบสุภาพ เช่น “จากที่คุยกันวันนี้ หนูจะปรับ A/B/C และจะส่งภายในวันที่…” วิธีนี้ช่วยล็อก timeline และลดการบิดประเด็น 5) ปรึกษาคนกลางอย่างมีชั้นเชิง ถ้าสถานการณ์เริ่มหนัก (เช่นถูกขู่เรื่อง IP) ให้ค่อย ๆ เพิ่มระดับการขอคำปรึกษา: รุ่นพี่/อาจารย์ท่านอื่น → หัวหน้าสาขา/กรรมการรายวิชา → งานทะเบียนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลัก “เล่าตามข้อเท็จจริง + แนบหลักฐาน” ไม่ใช่โจมตีตัวบุคคล 6) อย่าเงียบถ้ามั่นใจว่าถูก แต่ก็อย่าแตกหัก บทเรียนที่อยากฝากคือ “ใช้หลักฐานและเหตุผลในการสู้” เรามีสิทธิ์ปกป้องตัวเอง แต่เป้าหมายคือเรียนจบและรักษาความเป็นมืออาชีพ ถ้าจำเป็นต้องยืนกราน ก็ยืนกรานด้วยข้อมูล และใช้ช่องทางที่ถูกต้องค่ะ หวังว่าสิ่งที่แชร์จะช่วยให้น้อง ๆ ที่เป็นนักศึกษาสาวหรือใครก็ตามที่กำลังเจอปัญหากับอาจารย์ที่ปรึกษา รอดจากการเกือบไม่จบเหมือนเราได้ อย่างน้อยเริ่มจาก “เก็บหลักฐานตั้งแต่วันนี้” ก่อนเลยค่ะ