#เพจพระลาน

เอลวิส เพรสลีย์ เข้าเฝ้าฯ : บันทึกความทรงจำจากการเสด็จเยือนฮอลลีวูด

ในระหว่างวันที่ ๑๕ มิถุนายน – ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงปฏิบัติพระราชกิจเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ และในวันที่ ๒๐ มิถุนายนปีเดียวกันนั้น ได้เสด็จฯ ไปเยือนบริษัทพาราเมาท์ ณ ฮอลลีวูด

ในการนี้ หม่อมเจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ได้ทรงบันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง ตามเสด็จอเมริกา ความว่า

บริษัทพาราเมาท์นี้ใหญ่โตราวกับเมืองอะไรสักเมืองหนึ่ง กำลังทำภาพยนตร์พร้อมกันหลายเรื่อง เรื่อง “บัญญัติสิบประการ” เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ฉากยังไม่ได้รื้อ เสด็จพระราชดำเนินผ่านเมืองโรมันทั้งเมืองไป เขาทำใหญ่โตมาก มีตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางกว้างขวาง มองดูราวกับของจริง ใครวิ่งไปชนคงไม่สั่นคลอนเป็นแน่

หลังจากนั้น เขาก็นำเสด็จเข้าไปในโรงถ่าย ซึ่งกำลังทำภาพยนตร์เรื่อง G.I. Blues ของฮัล วอลลิส อยู่ นายวอลลิสป่วยในวันนั้น จึงส่งผู้แทนชื่อนายพอล เนทัน มารับเสด็จแทนตัว นายเนทันเป็นผู้นำพระเอกนางเอก คือ เอลวิส เพรสลีย์ กับ จูเลียต เพราวส์ เข้ามาเฝ้า

ดูเหมือนหญิงได้ยินนายเอลวิสทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า “Hello, Your Majesty, Sir” แล้วถวายคำนับตอนจับพระหัตถ์ ท่าทางของเขาเรียบร้อย ขี้อาย ผิดกว่าที่นึก หน้าตาหล่อกว่าในภาพยนตร์ด้วยซ้ำ ตาสีฟ้า หน้าเกลี้ยงเกลา ฟันเรียบ ยิ้มสวย เขาเพิ่งออกจากทหารมาใหม่ ๆ ผมสั้นอย่างหนุ่มอเมริกันธรรมดา ไม่ยาวน่าตกใจอย่างในภาพยนตร์บางเรื่อง

เขาแต่งหน้าสำหรับถ่ายภาพยนตร์ คือทาเป็นสีน้ำตาลคล้ำไปทั้งหน้า แต่อย่างอื่น เช่น ปากหรือคิ้ว ไม่ได้ทา คงปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ส่วนจูเลียต เพราวส์นั้นก็เหมือนในภาพยนตร์

ภาพยนตร์เรื่อง G.I. Blues นี้ มีตัวประกอบเป็นเด็กสาวสวย ๆ หลายคน คนหนึ่งเป็นนางรองของเรื่อง ตัวเล็กนิดเดียว หน้าตาน่าเอ็นดู แต่งสีม่วงออกมายืนดูสมเด็จร่วมกับคนอื่น ๆ

เมื่อตัวเอกของเรื่องที่จะถ่ายเข้ามาเฝ้าถวายตัวแล้ว พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จก็ประทับลง เขาจัดการให้นายเอลวิสมานั่งข้างสมเด็จ และให้จูเลียตนั่งข้างพระเจ้าอยู่หัว แม่จูเลียตนั้นไม่รู้ขนบธรรมเนียมอะไร คงนั่งไขว่ห้างตามสบายของเจ้าหล่อน

ช่างภาพต่าง ๆ ก็ถ่ายรูปถ่ายภาพยนตร์เป็นการใหญ่ แล้วนายเอลวิสกับแม่จูเลียตก็ทูลลาขอตัวลุกขึ้นไปแสดงภาพยนตร์ถวาย นายเอลวิสขึ้นไปบนยกพื้นแล้วเต้นไปเต้นมา ท่ามกลางพลทหารอเมริกันทั้งหลายซึ่งเป็นลูกคู่ ทำปากร้องเพลงแต่ไม่มีเสียง เสียงไพล่ไปดังออกทางอื่น คงจะอัดเสียงล่วงหน้าไว้แล้ว

เนื้อเพลงมีคำว่า “Did you ever…” เพลงคงจะมีชื่อคล้าย ๆ อย่างนั้น มีคนหมู่ใหญ่นั่งดูอยู่เต็มข้างล่าง ทั้งพลทหาร นายทหาร และผู้หญิง แม่จูเลียตดูเหมือนจะโผล่ดูออกมาจากม่านหลังยกพื้น ไม่ได้นั่งเป็นแถวดูอย่างคนอื่น

เขาว่าตอนที่ถ่ายถวายทอดพระเนตรนี้เป็นตอนสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง G.I. Blues เขาถ่ายซ้ำ ๒ หน นายเอลวิสต้องเต้นไปเต้นมา ร้องเพลงไม่มีเสียงซ้ำ ๒ ครั้ง ระหว่างนั้นเขามีป้ายเขียนว่า “เงียบเสียง” ถ้าพวกเราเกิดไปคุยกันเข้าตอนนั้น คงมีภาษาไทยออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้ตอนจบแน่

ที่มา: หนังสือ ๘๔ พรรษา นางแก้วคู่พระบารมี

#คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

2/15 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประวัติการเสด็จเยือนฮอลลีวูดในปี 2503 ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ที่ได้นำชมความงดงามของบริษัทพาราเมาท์ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหนึ่งได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้น ความน่าสนใจของเรื่องยังอยู่ที่การได้พบเอลวิส เพรสลีย์ ศิลปินชื่อดังที่มีลักษณะท่าทางเรียบร้อยและขี้อาย เป็นภาพที่อาจแตกต่างจากภาพลักษณ์ของเขาในจอหนังอย่างชัดเจน การได้เห็นเอลวิสที่แต่งหน้าแบบฉบับนักแสดงในหนัง การปฏิบัติตัวอย่างให้เกียรติและความประทับใจต่อราชวงศ์ไทย ตลอดจนบรรยากาศการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง G.I. Blues นั้น เป็นสิ่งที่ฉันคิดว่าทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเป็นมนุษย์และเบื้องหลังของความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ รวมทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างระหว่างไทยและอเมริกาในช่วงเวลานั้น สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างคือการที่เอลวิสต้องแสดงท่าทางและร้องเพลงในฉากถ่ายทำซ้ำถึงสองครั้งโดยไม่มีเสียงจริง ๆ ทำให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและสภาพการณ์ในกองถ่ายภาพยนตร์ยุคนั้น ที่ยังไม่มีการอัดเสียงสดแบบในปัจจุบัน ประสบการณ์และเรื่องราวที่บันทึกนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดโลกทัศน์ของบุคคลสำคัญของไทยสู่เวทีโลก และนำมาซึ่งความรู้สึกภาคภูมิใจในความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านศิลปะและภาพยนตร์ จนถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และวงการบันเทิงระดับโลกอย่างแท้จริง