วันธรรมดา.. ที่ดีที่สุด..

“มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากเล่ามาก…

ก่อนที่ผมวันนึงจะไม่มีโอกาสได้เล่า"

ตอนเด็กๆผมอยู่กับคุณตาคุณยาย

ที่จังหวัดกาฬสินธุ์

ทางภาคอีสานจะมีคำเรียกคุณตาคุณยายว่า

พ่อใหญ่-แม่ใหญ่

ผมไม่ได้พูดภาษาอีสานในตอนนั้น

แต่ผมก็เรียกตากับยายว่า

พ่อใหญ่-แม่ใหญ่

แม่ใหญ่ของผม.. เป็นเบาหวาน

ต้องตัดขาไปข้างหนึ่ง

เดินเองไม่ได้

ต้องใช้รถเข็น

มีอยู่วันหนึ่ง…

แม่ใหญ่บอกผมว่า

“อยากไปงานกาชาด…

ไม่ได้ไปหลายปีแล้ว

กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้ไปอีก”

วันนั้น…

ผมตัดสินใจพาไป

ผมเข็นรถจากบ้านไปศาลากลาง

ระยะทางประมาณประมาณ 1.5 กิโลเมตร

ในตอนนั้นผมไม่ได้รู้สึกว่าไกลมาก

แค่รู้สึกว่าการเข็นรถเข็นไปมันค่อนข้างยาก

แต่สุดท้ายก็ไปถึง

คนเยอะมาก

ทางก็แคบ บางช่วงขุขระ

บางจังหวะผมก็เริ่มรู้สึก…

“เราเกะกะคนอื่นอยู่หรือเปล่า”

“คนจะมองเรายังไงนะ”

ตอนนั้น ผมรู้สึกเขินนะ…

ใช้คำว่าอายก็ได้ (ยอมรับเลย)

แต่แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านมา

จำได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ (น่าจะวัยกลางคน)

ยิ้มให้ผม… แล้วพูดว่า

“เก่งจังเลยลูก พาคุณยายมาเที่ยว

ขอให้เจริญๆนะ”

รอยยิ้ม.. แววตา..

คำพูดนั้น..

แค่ประโยคเดียว

ผมหายเขินเลย.. ไม่กังวล..

(และจดจำได้จนทุกวันนี้)

พวกเราแค่เดินสวนกัน..

ผมยิ้ม.. ไม่กล้าตอบอะไรกลับไปด้วยซ้ำ..

แต่วันนั้นผมพาแม่ใหญ่เดินทั่วงาน

เท่าที่รถเข็นจะไปได้

ผมรู้สึกแข็งแรงมาก

เหมือนโดนชมแล้วพลังมันมา

แม่ใหญ่เองได้ของเต็มไม้เต็มมือ

มีความสุขกับการจับจ่ายซื้อของมาก

(ผมได้ของกินเต็มมือเช่นกัน..

แม่ใหญ่มีความสุขเลยเปย์ผมเต็มที่😂)

และผมจำได้ดีที่สุดคือ

“รอยยิ้มของแม่ใหญ่”

ตอนนั้นผมยังเด็ก

ก็อาจจะมองอะไรไม่ชัดเจนมาก

ผมไม่เคยรู้สึกว่าผมเป็นคนดีอะไร

แต่ที่รู้สึกได้วันนั้นคือ

ผมทำดีมาก.. ผมต้องทำดีมากแน่ๆเลย!

เวลาผ่านไป…

ผมก็ค่อยๆลืมเรื่องนี้ไป..

จนวันหนึ่ง

ผมไปงานกาชาดที่มหาสารคาม

แล้วผมก็เห็นภาพเดิม…

แต่ครั้งนี้เป็นคนละมุม..

ผมเห็นเด็กคนหนึ่ง..

กำลังเข็นรถพาคุณยายมาเที่ยว

ในงานกาชาด..

แบบเดียวกับที่ผมเคยทำ

(จังหวะนั้นความทรงจำพรั่งพรู..

..พยายามไม่ให้ตัวเองต้องเขื่อนน้ำตาแตก)

ผมกำลังจะเดินสวนกับเขา

นึกถึงตัวเองในวันนั้น

บอกกับตัวเองว่า..

..ต้องพูดอะไรสักอย่างกับน้อง

ผมเลยยิ้มให้น้องแล้วพูดออกไปว่า

“เก่งมากเลยครับ พาคุณยายมาเที่ยวด้วย”

พร้อมกับชูนิ้วโป้ง

(ยังนึกอยู่เลยว่า

จะชูนิ้วโป้งทำไม.. เห่ยมาก!😅)

ตอนนั้นผมคิดในใจนะ…

“น่าจะพูดให้ดีกว่านี้”

"น่าจะให้กำลังใจน้องให้มากกว่านี้"

เพราะผมรู้ดีว่า

กำลังใจเล็กๆ มันช่วยได้มากแค่ไหน

เลยตัดสินใจว่า..

พิมพ์บทความยาวเหยียดนี้..

ให้คุณได้อ่านก็แล้วกัน..

ถ้าวันนี้คุณเป็นวัยรุ่น..

อายุใกล้เคียงกับผมในตอนนั้น..

และกำลังทำอะไรแบบนี้อยู่

พาพ่อ-แม่ พาปู่ย่า ไปเที่ยว

เข็นรถเข็น ดูแลคนในครอบครัว

แล้วรู้สึกเขิน… รู้สึกอาย…

หรือกังวลสายตาคนอื่น

ผมอยากบอกคุณว่า

“คุณเก่งมากแล้ว”

(พร้อมกับท่าชูนิ้วโป้งเห่ยๆนั่น)

ทำต่อไปนะครับ..

เพราะวันหนึ่ง

คุณจะไม่ต้องมานั่งเสียใจ หรือเสียดาย

ที่คุณไม่ได้ทำมัน

วันนี้แม่ใหญ่ของผมไม่อยู่แล้ว

แต่ผมไม่เคยเสียใจ หรือเสียดายเลย

เพราะผมเคยทำให้วันธรรมดาๆวันหนึ่ง

ของแม่ใหญ่..

กลายเป็นวันที่มีความสุข

และทุกครั้งที่นึกถึง…

มันทำให้ผมมีความสุข..

และบอกตัวได้ว่า..

เราเองก็เก่งเหมือนกันนะ

/ขอ กฤตยาพิพัฒน์กุล

#เป็นกำลังให้นะครับ #ชูนิ้วโป้ง

ปล. ภาพประกอบผมให้ AI ลองเจนให้นะครับ

(ไม่ใช่ภาพตัวจริง)

4/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในชีวิตจริง การดูแลผู้สูงอายุหรือคนที่ต้องใช้รถเข็นนั้น มีความท้าทายและความสวยงามในเวลาเดียวกัน ผมเองเคยมีโอกาสเข็นรถพาคุณยายไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งเหนื่อยล้าและกังวลว่าคนรอบข้างจะมองอย่างไร แต่ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มและความสุขของท่าน ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไปหมด การพาผู้ใหญ่ไปเที่ยวงานแบบกาชาด คือโอกาสหนึ่งที่ทำให้ท่านได้สัมผัสความสดชื่นและมีช่วงเวลาที่ดี แม้จะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเข็นรถผ่านถนนที่ไม่เรียบหรือสถานที่ที่คนแน่น ผมเรียนรู้ว่าการได้รับคำชมเล็กๆ จากคนแปลกหน้าหรือการได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของท่านเป็นแรงใจที่ยิ่งใหญ่ มันทำให้คนดูแลรู้สึกมีกำลังใจและอยากทำสิ่งดีๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สำหรับใครที่กำลังรู้สึกเขินหรือกังวลเมื่อพาผู้ใหญ่ใช้รถเข็นไปในที่สาธารณะ อยากให้ย้อนนึกถึงความสำคัญและคุณค่าของการกระทำนี้ เพราะมันเป็นการแสดงความรักและความดูแลที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ วันธรรมดาที่ดูเหมือนไม่พิเศษนี้ กลับกลายเป็นวันที่มีความหมายที่สุดในใจทั้งของผู้ให้และผู้รับ สุดท้ายอยากส่งต่อกำลังใจถึงทุกคนที่กำลังทำหน้าที่ดูแลคนในครอบครัวอย่างเต็มใจ ‘‘คุณเก่งมากแล้ว’’ และขอให้พยายามต่อไป เพราะวันหนึ่งวันเหล่านี้จะกลายเป็นความทรงจำที่อบอุ่นและมีค่าที่สุดในชีวิต หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอ่านกล้าที่จะแสดงความรักต่อคนที่รักในทุกๆ วัน แม้ว่าจะเป็นเพียงวันธรรมดาแต่ความสุขที่มอบให้และได้รับกลับมีค่ามากกว่าที่คิด