หลายคนกำลังถกเถียงเรื่อง "On Hand"

บางคนบอกว่าเป็นการโกงเวลางาน

บางคนบอกว่าเป็นความทุ่มเท

.

แต่ในฐานะนักจิตวิทยาองค์กร

ผมคิดว่า...ก่อนจะตัดสิน เราอาจต้องแยกให้ชัดว่า

"On Hand" ที่กำลังพูดถึง เป็น On Hand แบบไหน

.

เพราะอย่างน้อย... On Hand ที่ว่านี้ มันมีอยู่ 3 กรณี

.

1. On Hand เพราะเอาเวลางานไปทำเรื่องส่วนตัว

ในกรณีนี้

หากพนักงานใช้เวลางานไปกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน

แล้วนำงานกลับไปทำที่บ้าน

นี่คือเรื่องของความรับผิดชอบ (Responsibility)

องค์กรมีสิทธิ์ตั้งคำถาม

เพราะเวลางานถูกใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์

.

2. On Hand เพราะเวลางานไม่เคยพอ

ประชุมทั้งวัน

ตอบแชตทั้งวัน

แก้ปัญหาให้คนอื่นทั้งวัน

จนไม่มีเวลาได้ทำ "งานของตัวเอง"

.

สุดท้าย...ต้องกลับไปเปิดคอมที่บ้าน

แบบนี้คำถามอาจไม่ใช่

"ทำไมพนักงานถึง On Hand"

แต่คือ "องค์กรออกแบบการทำงานผิดหรือเปล่า?"

.

เพราะบางครั้งสิ่งที่ขาด ไม่ใช่ความขยัน

แต่คือ เวลาที่จะได้ทำงานจริง

.

3. On Hand เพราะเลือกทำเอง

บางคน ไม่ได้ถูกบังคับ

แต่เลือกกลับไปอ่านงาน คิดงาน หรือเตรียมงานเพิ่มเติม

เพราะอยากให้งานออกมาดีที่สุด

.

คนกลุ่มนี้ ไม่ได้กำลังโกงเวลา

แต่กำลังลงทุนกับคุณภาพของงาน

.

แน่นอน...หากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

อาจสะท้อนความเป็นมืออาชีพ

แต่ถ้ากลายเป็นเรื่องปกติ

องค์กรก็ควรถามเหมือนกันว่า

เรากำลังพึ่งพาความเสียสละของคน

จนลืมออกแบบระบบที่ดีหรือไม่

.

ผมจึงไม่คิดว่า On Hand ทุกกรณี คือการโกงเวลางาน

และก็ไม่คิดว่า On Hand ทุกกรณี คือความขยัน

เพราะคำตอบขึ้นอยู่กับว่า...

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนต้องเอางานกลับไปทำต่อ

.

ในฐานะนักจิตวิทยาองค์กร

ผมเชื่อว่า องค์กรที่ดีไม่ควรรีบตัดสินพฤติกรรม

ก่อนจะเข้าใจ "ระบบ" ที่ทำให้พฤติกรรมนั้นเกิดขึ้น

เพราะบางครั้ง...สิ่งที่เรามองว่าเป็นปัญหาของ "คน"

อาจเป็นผลลัพธ์ของ "ระบบ" ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

.

สุดท้ายแล้ว คำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่ "ใคร On Hand?"

แต่คือ...

"ทำไมองค์กรของเรา ถึงทำให้คนต้อง On Hand?"

#ออแบท ดร.อธิษฐ์กร นิยมเดชาธีรฉัตร

#BatAthitkorn #นักจิตวิทยาองค์กร

#PsychologicalLeadership #Arthittalk

www.aptslutions.com

7/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ในการทำงานภายในองค์กรหลายแห่ง พบว่าปัญหาเรื่อง On Hand เป็นเรื่องที่พบบ่อยและมักถูกมองด้วยมุมมองที่ตายตัวว่าคือการโกงเวลางาน หรือบางครั้งก็เป็นเครื่องหมายว่าพนักงานขยันเกินไป แต่จริงๆ แล้วการที่พนักงานต้องนำงานกลับไปทำที่บ้าน หรือทำงานเกินเวลาเกิดจากปัจจัยหลายด้านที่องค์กรต้องใส่ใจ แรกสุดคือเรื่องของการออกแบบระบบการทำงานในองค์กรเอง เช่น ตารางประชุมที่แน่นจนไม่มีเวลาทำงานจริง, การตอบข้อความหรือแก้ไขปัญหาให้ผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เวลาสำหรับงานหลักหดหายจนต้องทำงานนอกเวลาปกติ หรือบางครั้งงานมีความซับซ้อน ต้องใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้ ถ้าองค์กรไม่มีการบริหารจัดการเวลาที่เหมาะสม ก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนี้ได้ นอกจากนี้ พนักงานบางกลุ่มเลือกทำงานต่อเองโดยไม่ถูกบังคับเป็นเพราะความตั้งใจที่จะส่งมอบงานที่มีคุณภาพสูงสุด โดยใช้เวลานอกเวลางานในการอ่านเพิ่มเติม คิดวางแผน หรือเตรียมงาน ซึ่งแม้บางครั้งจะเป็นสิ่งที่ดีสะท้อนความเป็นมืออาชีพ แต่หากบ่อยครั้งจนกลายเป็นภาระ องค์กรควรพิจารณาว่ามีการออกแบบกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิผลเพียงพอหรือไม่ เพราะการพึ่งพาความเสียสละนี้โดยตลอดอาจทำให้พนักงานเกิดความเครียดและเบิร์นเอาต์ได้ สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหานี้ แนะนำให้เริ่มจากการสำรวจและทำความเข้าใจระบบการทำงานภายในว่ามีจุดใดที่ไม่เอื้อต่อการบริหารเวลาหรือรองรับภาระงาน เช่น การลดจำนวนประชุมที่ไม่จำเป็น การใช้เครื่องมือช่วยบริหารงานและการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่จะสนับสนุนการบาลานซ์ระหว่างชีวิตและงาน ด้วยวิธีนี้จะช่วยลดความจำเป็นที่พนักงานต้องทำงานนอกเวลาจนเกินควร และส่งเสริมความสุขและความทุ่มเทในการทำงานได้อย่างยั่งยืน ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาเรื่อง On Hand ไม่ใช่เรื่องของการตัดสินว่าพนักงานขยันหรือโกงเวลา แต่เป็นโอกาสให้องค์กรได้กลับมาทบทวนและพัฒนาระบบการทำงานให้เหมาะสม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมประสิทธิภาพและความพึงพอใจของทุกฝ่ายในระยะยาว