ยุ่ง...ยุ่ง...ยุ่ง ยุ่งทั้งวัน

แต่พอเลิกงานกลับรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรสำคัญเลย

.

เคยไหมครับ...

ตั้งแต่เช้ามาแทบไม่มีเวลาหยุด

ตอบอีเมล ตอบแชต เข้าประชุม แก้ปัญหา เช็กงานคนอื่น รับโทรศัพท์ และจัดการเรื่องด่วนที่วิ่งเข้ามาตลอดทั้งวัน

.

แต่พอถึงเวลาเลิกงาน กลับมีความรู้สึกแปลก ๆ ว่า

“วันนี้เราทำอะไรสำคัญสำเร็จไปบ้างนะ?”

.

ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เราทำงานน้อยเกินไป

แต่อยู่ที่เรากำลังสับสนระหว่าง Busyness กับ Progress

.

Busyness คือ การมีอะไรให้ทำตลอดเวลา

ส่วน Progress คือ การทำสิ่งที่ทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายจริง ๆ

สองอย่างนี้ดูคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันเลย

.

เราสามารถตอบอีเมลได้ 30 ฉบับ เข้าประชุม 5 ครั้ง

และจัดการเรื่องเร่งด่วนอีกหลายเรื่อง

จนรู้สึกว่าเหนื่อยมาก...

แต่ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ขยับงานสำคัญของเราไปข้างหน้า

ความเหนื่อยจึงไม่ได้แปลว่าเรากำลังก้าวหน้าเสมอไป

.

สิ่งที่ทำให้ Busyness อันตราย คือ มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลัง Productive

.

ทุกครั้งที่ตอบข้อความเสร็จ เช็กงานเสร็จ

หรือปิดงานเล็ก ๆ ได้หนึ่งเรื่อง เราจะรู้สึกว่าไดด้ทำอะไรแล้ว

และยิ่งมีเรื่องด่วนเข้ามา เราก็ยิ่งถูกดึงให้ตอบสนองต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

.

จนบางครั้ง...สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด

กลายเป็นสิ่งที่ได้เวลาจากเรามากที่สุด

ทั้งที่อาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมบางคนทำงานหนักมาก

แต่กลับรู้สึกว่างานสำคัญไม่เคยเดินหน้า

.

เวลาเราคุยเรื่อง Productivity จึงไม่ควรมีแค่คำถามว่า

“วันนี้ฉันทำอะไรไปบ้าง?”

แต่อาจต้องเพิ่มอีกคำถามว่า

“สิ่งที่ฉันทำวันนี้ พาฉันเข้าใกล้เป้าหมายอะไร?”

.

ก่อนเริ่มวัน ลองเลือกงานสำคัญจริง ๆ เพียง 1–3 เรื่อง

แล้วกันเวลาให้สิ่งเหล่านั้นก่อนที่เรื่องด่วนของคนอื่นจะเข้ามาครอบครองตารางของเรา

.

ระหว่างวันก็ลองหยุดถามตัวเองเป็นระยะว่า

“ตอนนี้เรากำลังทำงานที่สำคัญ หรือแค่กำลังทำตัวให้ยุ่ง?”

.

เพราะคนที่มี Productivity สูง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ทำอะไรเยอะที่สุด

แต่อาจเป็นคนที่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ต้องทำ

และอะไรควรได้รับเวลาที่ดีที่สุดของตัวเอง

.

ความยุ่ง วัดว่าเราใช้พลังงานไปมากแค่ไหน

แต่ความก้าวหน้า วัดว่าพลังงานนั้นพาเราไปถึงไหน

งานเต็มมือ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเข้าใกล้เป้าหมาย

.

บางครั้งการทำให้น้อยลง

แต่เลือกทำสิ่งที่สำคัญมากขึ้น

อาจทำให้เราไปได้ไกลกว่าเดิมครับ

#ออแบท ดร.อธิษฐ์กร นิยมเดชาธีรฉัตร

#BatAthitkorn #นักจิตวิทยาองค์กร

#PsychologicalLeadership #Arthittalk

www.aptslutions.com

8/10 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัว การแยกแยะระหว่างงานเร่งด่วนกับงานสำคัญถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน ยิ่งในยุคที่เราต้องเจออีเมล แชท และประชุมไม่รู้จบ การตกอยู่ในวังวนความยุ่งวุ่นวายจนไม่ได้โฟกัสที่สิ่งที่จะพาเราไปข้างหน้าเป็นเรื่องที่เจอทุกวัน ผมมักจะตั้งเป้าหมายประจำวันแค่ 1-3 เรื่องจริง ๆ ที่จะช่วยขยับเป้าหมายใหญ่ของผม และพยายามเลี่ยงกับดักของการหยิบจับทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนจะสำคัญแต่แท้จริงแล้วแค่เกิดความรู้สึกว่าทำอะไรอยู่เท่านั้น นอกจากนี้ การลุกขึ้นหยุดถามตัวเองบ่อยๆ ว่า "ตอนนี้กำลังทำสิ่งที่สำคัญหรือแค่ทำตัวให้ยุ่ง?" ช่วยให้ผมกลับมาโฟกัสและปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานทันที นอกจากนี้ ผมยังพบว่าการใช้เทคนิคการจัดลำดับความสำคัญ เช่น การใช้ Eisenhower Matrix มาช่วยคัดกรองงานที่ควรทำก่อนหรือปล่อยทิ้งไป ก็ช่วยให้เวลาของเราไม่ถูกกลืนโดยเรื่องด่วนที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญจริง ๆ ท้ายที่สุดแล้ว คนที่มี Productivity สูงไม่ใช่คนที่ทำงานเยอะที่สุดแต่คือคนที่รู้จักเลือกและให้เวลากับงานที่จะสร้างผลลัพธ์อย่างแท้จริง เพราะความยุ่งวุ่นวายเป็นเพียงการใช้พลังงาน แต่ความก้าวหน้าเป็นผลลัพธ์ของการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด ลองปรับพฤติกรรมการทำงานโดยให้ความสำคัญกับ 'Progress' มากกว่าแค่ 'Busyness' แล้วคุณจะพบว่าความสำเร็จที่ตั้งใจจะไปนั้น ใกล้แค่เอื้อมมากกว่าที่เคยเป็นครับ