สรุปดราม่า แอป Delivery สีเขียว: เมื่อกำไรพันล้าน สวนทางชีวิตร้านอาหารและไรเดอร์
ในโลกธุรกิจ Delivery ไทยปี 2026 การแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างแพลตฟอร์มไม่ได้มีแค่เรื่อง "ความสะดวก" แต่กำลังเกิดคำถามถึง "ความเป็นธรรม" ในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม
จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปี 2567 พบว่าแอป Delivery ยักษ์ใหญ่สีเขียวกวาดรายได้กว่า 28,291 ล้านบาท และทำกำไรไปถึง 836 ล้านบาท สะท้อนถึ งการเติบโตที่แข็งแกร่งแม้สภาวะเศรษฐกิจจะผันผวน
ทว่าหลังม่านกำไรมหาศาล กลับเกิดเสียงสะท้อนจาก 3 ฝ่ายหลัก:
ร้านอาหาร: ต้องแบกภาระค่า GP สูงถึง 30-35% บีบให้ต้องลดปริมาณอาหารหรือปรับราคาขึ้น ผลักภาระไปที่ผู้บริโภค
ไรเดอร์: เผชิญกับปัญหาค่ารอบลดลงและการยัดออเดอร์พ่วงที่ทำให้รายได้ต่อเที่ยวไม่คุ้มค่าเหนื่อย
คู่แข่งในตลาด: ไม่ว่าจะเป็น LINE MAN หรือ ShopeeFood ต่างใช้โมเดล "อัดโปรช่วงแรก-ถอนทุนคืนเมื่อฐานลูกค้าแน่น" ซึ่งเป็นกลยุทธ์มาตรฐานของแพลตฟอร์มรายใหญ่
บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการคือ "การพึ่งพาแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง" เพราะเมื่อแพลตฟอร์มกลายเป็นผู้ผูกขาด (Monopoly) กฎการเล่นจะเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้ถือครองระบบ
สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคคือตัวแปรสำคัญที่กำลังจ่าย "ภาษีความสะดวกสบาย" นี้โดยไม่รู้ตัว
การถกเถียงในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่า แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของธุรกิจในยุค Digital Economy ว่าเราจะสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรและความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายในระบบนิเวศนี้ได้อย่างไร?
คุณคิดอย่างไรกับค่า GP และการบริหารงานของแอปเหล่านี้? แสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ เพราะเสียงของผู้ใช้งานอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ดีขึ้นในอนาคต
#Deliveryไทย #แอปส่งอาหาร #ธุรกิจร้านอาหาร #ค่าGP #เศรษฐกิจดิจิทัล
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยทำงานกับร้านอาหารขนาดเล็กที่อยู่บนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ พบว่าค่า GP ที่สูงถึง 30-35% ส่งผลกระทบโดยตรงกับกำไรของร้านอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ร้านต้องตัดสินใจในสองทางเลือกคือปรับราคาอาหารขึ้นหรือหาวิธีลดต้นทุน ซึ่งทั้งสองอย่างล้วนไม่ใช่ผลดีต่อผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการเลย นอกจากนี้ไรเดอร์หลายคนที่รู้จักบอกว่ารายได้ต่อรอบลดลง เพราะต้องรับผิดชอบออเดอร์พ่วงหลายร้านพร้อมกัน ทำให้เหนื่อยมากขึ้นแต่รายได้กลับไม่เพิ่มตามไปด้วย ในอีกมุมหนึ่ง การแข่งขันระหว่างแอปเดลิเวอรี่อย่าง LINE MAN, ShopeeFood และแอปสีเขียว ยังทำให้เกิดการแข่งขันเพื่อแย่งลูกค้าผ่านโปรโมชั่นหนักๆ ในช่วงแรกเพื่อสร้างฐานลูกค้า แต่สุดท้ายเมื่อตลาดเริ่มนิ่ง กำไรและค่าธรรมเนียมต่างๆ ก็ถูกปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างภาระให้กับผู้ขายและไรเดอร์ตามมา จากนี้ไป ผู้ประกอบการควรพิจารณาหาทางออกโดยการกระจายช่องทางขาย ไม่ควรพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และผู้บริโภคเองก็ควรตระหนักถึงต้นทุนที่แฝงอยู่ในความสะดวกสบายและพร้อมสนับสนุนธุรกิจร้านอาหารและไรเดอร์ด้วยวิธีเลือกใช้บริการอย่างมีสติ โดยรวมแล้วประเด็นเรื่องค่า GP และความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ยังคงต้องได้รับการพูดคุยและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลที่ดีระหว่างรายได้ของแพลตฟอร์มและการอยู่รอดของร้านอาหารและไรเดอร์ ทั้งนี้เสียงสะท้อนจากทุกฝ่ายคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยฝากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่ดีกว่า


