ทำไมผู้ป่วยที่ได้รับยา Warfarin ต้องติดตามค่า INR 📚

ทำไมผู้ป่วยที่ได้รับยา Warfarin ต้องติดตามค่า INR

🩸 1. ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า INR คืออะไร

INR (International Normalized Ratio)

เป็นค่าที่ใช้ วัดการแข็งตัวของเลือด (ผ่านค่า Prothrombin Time – PT)

👉 ใช้เพื่อประเมินว่าเลือดของผู้ป่วยแข็งตัว “ช้าหรือเร็ว” กว่าคนปกติแค่ไหน

🧬 2. ทำไมต้องใช้ “INR” กับผู้ป่วยที่ใช้ Warfarin

🔹 กลไกของ Warfarin

Warfarin เป็นยา ต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant)

โดยออกฤทธิ์ ยับยั้งการสร้างวิตามิน K-dependent clotting factors (II, VII, IX, X)

➡ ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง

ดังนั้นต้องติดตาม INR เพื่อควบคุมให้เลือด “บางพอดี”

ไม่บางเกินไป (เสี่ยงเลือดออก)

ไม่ข้นเกินไป (เสี่ยงเกิดลิ่มเลือด)

⚠️ อธิบายสถานการณ์แต่ละแบบ

🔹 INR < 2 → เสี่ยงเกิดลิ่มเลือด (เลือดยังข้นเกินไป)

• แปลว่า ยาออกฤทธิ์น้อยเกินไป

• เลือดยังแข็งตัวได้เร็ว → มีโอกาสเกิด ลิ่มเลือดอุดตัน

เช่น

• ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดสมอง → Stroke

• ลิ่มเลือดในขา → Deep Vein Thrombosis (DVT)

• ลิ่มเลือดหลุดไปปอด → Pulmonary Embolism (PE)

📍แนวทาง: ปรับ เพิ่มขนาดยา Warfarin ทีละน้อยและติดตาม INR ซ้ำ

🔹 INR > 3.5 → เสี่ยงเลือดออก (เลือดบางเกินไป)

• แปลว่า ยาออกฤทธิ์แรงเกินไป

• เลือดแข็งตัวช้ามาก → เสี่ยงเกิดเลือดออกในอวัยวะต่าง ๆ เช่น

• เลือดออกในสมอง (Intracranial hemorrhage)

• เลือดออกในทางเดินอาหาร (GI bleeding) → ถ่ายดำ, อาเจียนเป็นเลือด

• เลือดออกตามเหงือก ผิวหนัง หรือปัสสาวะมีเลือดปน

📍แนวทาง:

• หยุดยา Warfarin ชั่วคราว

• ถ้า INR สูงมาก >5 หรือมีเลือดออก → อาจต้องให้ Vitamin K (antidote) เพื่อให้เลือดกลับมาแข็งตัว

#พยาบาลรีวิว #ความรู้พยาบาล

2025/10/24 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการติดตามค่า INR ถือเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ใช้ยา Warfarin เพราะค่า INR ช่วยบ่งชี้ระยะเวลาที่เลือดใช้ในการแข็งตัว ซึ่งจะช่วยแพทย์ปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ลิ่มเลือดอุดตันหรือเลือดออกเกินไป ค่า INR ที่เหมาะสมในการรักษามักอยู่ในช่วง 2.0-3.0 สำหรับโรคลิ่มเลือดอุดตันทั่วไป เช่น Deep Vein Thrombosis (DVT) และ Pulmonary Embolism (PE) ซึ่งการรักษาที่ค่า INR ต่ำกว่า 2 แสดงว่ายายังออกฤทธิ์ไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองหรืออวัยวะสำคัญอื่นๆ อย่างเช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่อาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้ ในทางกลับกัน ค่า INR สูงเกิน 3.5 จะเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดบางเกินไปจนเกิดเลือดออกได้ง่ายในอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดออกในสมอง (Intracranial hemorrhage), เลือดออกในทางเดินอาหาร (GI bleeding) รวมถึงเลือดออกในช่องปากหรือปัสสาวะ ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงจำเป็นต้องติดตามผล INR อย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับยา Warfarin ให้เหมาะสม โดยอาจเพิ่มหรือลดขนาดยาอย่างระมัดระวัง รวมถึงแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอาหารหรือยาที่มีผลต่อการทำงานของ Warfarin เช่น อาหารที่มีวิตามิน K สูง เพราะอาจทำให้ค่า INR ผิดปกติได้ นอกจากนี้ หากพบว่า INR สูงมากกว่า 5 หรือมีอาการเลือดออก ควรหยุดยา Warfarin ชั่วคราวและได้รับการรักษาด้วยวิตามิน K ซึ่งเป็นสารต้านฤทธิ์ Warfarin เพื่อช่วยให้เลือดกลับมาแข็งตัวอย่างปลอดภัย การดูแลตัวเองและติดตามค่า INR อย่างเคร่งครัดจึงเป็นส่วนสำคัญในการใช้ยา Warfarin อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างมาก

ค้นหา ·
ผู้ป่วย