รีวิว ประกันที่มีในวัย 28 ปี📌👩🏻
อยากมาแชร์ประกันที่มีอยู่ในตอนนี้นะคะ
และคิดว่าการซื้อประกันสำคัญมากๆ
ไม่ใช่แค่การใช้ลดหย่อนภาษี
.
☀️เล่มแรก ซื้อตอนอายุ 23 เป็นประกันสะสมทรัพย์
ของ axa จ่ายเบี้ย 15 ปี คุ้มครอง 25 ปี เดือนละ 2,000 บาท
ฮึบบบบ~~~~~~
.
☀️เล่มที่สอง ซื้อตอนอายุ 27 ปี เป็นประกันชีวิต+โรคร้ายแรง
ของไทยประกัน เราจ่ายเบี้ยปีละ 12,xxx บาท
ซื้อเพราะทำงานเดินทางบ่อยมาก
กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ ์ไม่คาดฝัน
และ add on 5 กลุ่มโรคร้ายแรงเพิ่ม เพราะเห็นว่าในปัจจุบัน
โรคภัยใกล้ตัวมากๆ ไม่อยากเป็นภาระของคนข้างหลัง
และก็มีเหตุการณ์เกิดกับครอบครัวเรา ซึ่งมีคนในครอบครัว
เป็นมะเร็ง และไม่ได้ทำประกันเอาไว้เลย
จึงต้องเอาเงินที่เก็บไว้มาจ่ายค่ารักษาเกือบหมด
เราเลยอยากมาแชร์ว่า เราคิดว่าประกันสำคัญมากๆ
.
☀️เล่มที่สาม ซื้อตอนอายุ 28 ปี เป็นประกันสะสมทรัพย์
ของไทยประกันเหมือนกันงับ
จ่ายเบี้ย 15 ปี คุ้มครอง 20 ปี เราจ่ายเบี้ยปีละ 15,460 บาท
ฮึบบบบ~~~~~~ รอบ 2😅🤣
.
ปล. สำหรับใครที่กำลังวางแผนทางการเงิน
เราว่าประกันเป็นการรัดเข็มขัดทางการเงินที่ดีทางนึงเลย
เพราะการรักษาที่ดีมากับค่าใช้จ่ายที่สูง ซึ่งถ้าไม่มีประกัน
เราต้องเอาเงินที่เก็บไว้มาจ่ายค่ารักษา
ประกันมีไว้แล้วไม่ใช้ ดีกว่าจะใช ้แล้วไม่มีนะคะ
หลายคนที่เสิร์ช “กรมธรรม์ประกันชีวิต/ใบกรมธรรม์ประกันชีวิต” มักกำลังหาว่าเอกสารคืออะไร ต้องดูตรงไหน และใช้ทำอะไรได้บ้าง เราเลยสรุปจากประสบการณ์ตัวเอง (ที่มี 3 เล่ม) เผื่อช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ 1) ใบกรมธรรม์ประกันชีวิตคืออะไร? มันคือ “สัญญา” ระหว่างเรากับบริษัทประกัน มีรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข ข้อยกเว้น และตารางผลประโยชน์ต่างๆ (บางเล่มแยกเป็นหลายหน้า/หลายชุดเอกสาร) เวลามีเหตุการณ์ต้องเคลม หรืออยากเช็กว่าคุ้มครองอะไรบ้าง เราจะอ้างอิงจากใบกรมธรรม์นี่แหละ 2) ในกรมธรรม์ควรเช็กหัวข้อไหนเป็นหลัก (เช็กแล้วสบายใจขึ้น) - ประเภทประกัน: ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, โรคร้ายแรง, สะสมทรัพย์ (ของเรามีสะสมทรัพย์ 2 เล่ม และชีวิต+สุขภาพ+โรคร้ายแรง 1 เล่ม) - จำนวนเงินเอาประกัน/ทุนประกัน และระยะเวลาคุ้มครอง: บางเล่มจ่าย 15 ปี คุ้มครอง 20-25 ปี - เบี้ยประกันและงวดชำระ: รายเดือน/รายปี (ของเราเคยจ่ายเดือนละ 2,000 และบางเล่มจ่ายรายปี) - ผลประโยชน์สำคัญ: เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่าห้อง, ค่าชดเชยรายวัน, เงินก้อนโรคร้ายแรง ฯลฯ - ข้อยกเว้น/ระยะรอคอย: อันนี้หลายคนมองข้าม แต่สำคัญมากเวลาเคลม 3) กรมธรรม์กับ “การวางแผนการเงิน” (สิ่งที่เราได้เรียนรู้จริง) ตอนเราเริ่มทำ ไม่ได้คิดแค่ลดหย่อนภาษีอย่างเดียว แต่คิดเรื่อง “เงินก้อนฉุกเฉิน” ด้วย เพราะค่ารักษาที่ดีมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายสูง เคสในครอบครัวเราทำให้เห็นเลยว่า ถ้าไม่มีประกัน อาจต้องดึงเงินเก็บออกมาเยอะมาก จนแผนการเงินพังได้ 4) วิธีเก็บเอกสาร/ใบกรมธรรม์ให้หาเจอง่าย (แนะนำจากคนขี้ลืม) - สแกนหรือถ่ายรูปหน้าแรก + ตารางความคุ้มครองเก็บไว้ในโฟลเดอร์เดียว - จด “เลขที่กรมธรรม์” และ “เบอร์ติดต่อเคลม” ไว้ในโน้ตมือถือ - ตั้งเตือนวันครบกำหนดชำระเบี้ย (กันหลุดโดยไม่ตั้งใจ) 5) ก่อนซื้อเพิ่มควรถามตัวเอง 3 ข้อ - เราต้องการ “คุ้มครอง” หรือ “ออม” เป็นหลัก? (สะสมทรัพย์กับสุขภาพตอบโจทย์คนละแบบ) - ถ้าวันหนึ่งต้องนอน รพ. ค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่เราอยากให้ประกันช่วยมากที่สุด? - เบี้ยที่จ่ายไหวแบบยาวๆ ไหม (อย่าฝืนจนกระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น) สุดท้าย เรามองว่ากรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นเหมือนการ “รัดเข็มขัดทางการเงิน” ที่ทำให้เราไม่ต้องเอาเงินเก็บทั้งก้อนออกมาใช้ตอนเจ็บป่วย และที่สำคัญคืออ่านใบกรมธรรม์ให้เข้าใจตั้งแต่แรก จะได้รู้ว่าตัวเองคุ้มครองอะไรอยู่จริงๆ ค่ะ


