Automatically translated.View original post

For those who suspect that they are S or N! Let's check ~

Have your friends ever experienced an incident like this?..

Talk about the same thing.

But finally felt

"Why don't you talk about it?"

One wanted to tell you in detail what had happened.

The other person is interested in what this means or what it connects to.

This could actually be the difference between S and N in the MBTI.

S often focuses on what really happened, the details, and the facts.

N often looks at meaning, overview, and possibility.

But it doesn't mean it's 100% either.

Because many people can use both.

Just to have a more "natural way of getting information" than the other side.

If you want to know which way you lean

Let's observe yourself easily.

Story time...

We start with "details that happen."

Or start with "overview and meaning" first?

Let's share it.

Friends think they're more S or N. ❤️

# mbti # 16 personalities # beruarnymbti

# Sensing # intuition

6/19 Edited to

... Read moreถ้าคุณเคยรู้สึกว่า “คุยกับบางคนไม่รู้เรื่อง” ทั้งที่พูดเรื่องเดียวกัน อาจไม่ได้เป็นเพราะใครดื้อหรือไม่ฟังนะคะ หลายครั้งมันคือ “วิธีรับข้อมูล” ต่างกันแบบ Sensing (S) กับ Intuition (N) ใน MBTI จริง ๆ ประสบการณ์ที่เจอบ่อยมากคือ เวลาเม้าท์เหตุการณ์หนึ่ง คนสาย S จะเริ่มจากรายละเอียดที่เกิดขึ้นจริง เช่น ใครพูดอะไร เวลาไหน อยู่ที่ไหน แล้วค่อยสรุป ส่วนคนสาย N จะข้ามรายละเอียดบางส่วน แล้วไปที่ “มันแปลว่าอะไร” หรือ “เรื่องนี้เชื่อมโยงอะไรได้บ้าง” เลยทำให้คนละฝั่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ตรงประเด็น ลองเช็คตัวเองแบบไว ๆ จากสถานการณ์เหล่านี้ (เลือกอันที่ “เป็นธรรมชาติ” กับเราที่สุด) 1) เวลาเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง - ถ้าเป็น S: มักเล่าตามลำดับเหตุการณ์ ชัด ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จำดีเทลเก่ง ชอบให้ภาพมันตรงกันก่อน - ถ้าเป็น N: มักเริ่มจากสรุป/ธีมของเรื่อง เช่น “เรารู้สึกว่ามันเป็นสัญญาณว่า…” แล้วค่อยย้อนเล่าดีเทลเท่าที่จำเป็น 2) เวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ - S มักชอบขั้นตอน ตัวอย่างจริง ทำตามแล้วเห็นผล เช่น ดูเดโม/ทำตามทีละสเต็ป - N มักชอบเข้าใจคอนเซ็ปต์ ภาพรวม หรือหลักการก่อน เช่น “ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้” แล้วค่อยไปหาวิธีทำ 3) เวลาคุยเล่น (Small Talk vs Deep Talk) - S มักโอเคกับ Small Talk เรื่องรอบตัว เรื่องที่จับต้องได้ เช่น ร้านไหนดี อากาศเป็นยังไง วันนี้ทำอะไรมา - N มักไหลไป Deep Talk เรื่องความหมาย ไอเดีย อนาคต ความเป็นไปได้ หรือการตีความสิ่งที่ซ่อนอยู่ ทริคที่ช่วยให้ “คุยกันรู้เรื่อง” มากขึ้น (จากที่ลองใช้แล้วเวิร์ก) - ถ้าคุยกับคนสาย S: เริ่มจากข้อเท็จจริง 2–3 ข้อก่อน (ใคร/อะไร/เมื่อไหร่) แล้วค่อยแชร์มุมมองหรือการตีความ - ถ้าคุยกับคนสาย N: เปิดด้วยสรุป/ประเด็นใหญ่ก่อน 1 ประโยค แล้วค่อยยกตัวอย่างรายละเอียดเสริมให้เห็นภาพ - ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าเขาเป็นแบบไหน: ลองถามนำว่า “อยากฟังแบบสรุป หรืออยากฟังรายละเอียด?” คำถามนี้ช่วยลดการหลุดประเด็นได้เยอะมาก อีกอย่างที่อยากย้ำคือ หลายคนไม่ได้เป็น S หรือ N แบบสุดขั้ว เราอาจใช้ได้ทั้งสองโหมดตามบริบท (เลยเกิดความสับสนหรือมิสไทป์ได้) วิธีดูให้แม่นขึ้นคือสังเกต “จุดเริ่มต้น” เวลาเรารับข้อมูล—เริ่มจากรายละเอียดที่เกิดขึ้นจริง หรือเริ่มจากภาพรวม/ความหมายก่อน ลองบอกหน่อยว่าคุณอ่านแล้วรู้สึกว่าเอนไปทาง S หรือ N มากกว่ากัน และมีโมเมนต์ไหนที่ทำให้คุยกับคนอื่นแล้วสะดุดที่สุด?