ครั้งแรกของการนอน IUC

เป็นปสก.ที่ไม่คิดว่าชีวิตในวัย 29 ปี จะได้นอน ICU 😣

วันนั้นเรามารพ.ด้วยอาการปวดท้องรุนแรง เข้าห้องฉุกเฉินไปด้วยอาการปวดแบบ 9 เต็ม 10 เหงื่อออกท่วมตัว

พอเข้าห้องฉุกเฉินไป คุณหมอรีบเข้ามาดูอาการ จากนั้นคุณหมอเริ่มจับชีพจร ตอนนี้แหละที่ทุกคนตื่นตระหนก เพราะชีพจรเราเต้นอ่อน แบบอ่อนมากๆจนจับไม่เจอ คุณหมอรีบจัดชุดกู้ชีพให้เรา ตอนนั้นเรารู้สึกแค่ว่าปวดท้องมากๆจบอยากจะหลับไปแค่นั้น ได้ยินเสียงรอบข้างที่วุ่นวาย ได้ยินคุณหมอเรียกให้ตอบสนอง จากนั้นหมอถึงแจ้งญาติว่าต้องส่งเราขึ้น ICU‼️

พอได้ขึ้นICU ชีพจรเราเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จากตอนอยู่ห้องฉุกเฉิน ชีพจรเต้นอยู่ที่ 30 นิดๆต่อนาที พอได้ยาและส่งตัวขึ้นห้องICU ชีพจรเริ่มขึ้นมาเป็น 40+ 50+ ขึ้นเรื่อยๆ แต่บอกก่อนว่าใน ICU ไม่ให้ลงจากเตียงนะจ๊ะ ทำทุกอย่างบนเตียง ไม่ว่าจะเป็น ถ่ายหนัก ถ่ายเบา เช็ดตัว กินข้าว สรุปคือนอนอยู่ ICU 2คืน ชีพจรกลับมาเต้นปกติ เกือบเอาชีวิตไม่รอดในวัย 29 ปี 😫

สุดท้ายแล้วเราได้รู้ว่า อย่าหักโหมจนร่างกายพัง

2/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ผ่านการรักษาในห้อง ICU ต้องบอกเลยว่า การพักรักษาตัวใน ICU นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ความเข้มงวดในการดูแลและการต้องทำทุกอย่างบนเตียงนั้น ทำให้รู้สึกว่าการฟื้นฟูสุขภาพต้องใช้เวลามากกว่าที่คิด ซึ่งตัวชีพจรที่ต่ำจนแทบจับไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะมันสะท้อนถึงสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงอย่างรุนแรง ในช่วงที่อยู่ ICU เราได้เรียนรู้ว่าการฟังสัญญาณจากร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ควรละเลยอาการเจ็บปวดหรือความผิดปกติใดๆ เพราะมันอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง การได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วจากทีมแพทย์ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้อย่างมาก นอกจากนี้ เรื่องการดูแลตัวเองหลังออกจาก ICU ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะร่างกายยังต้องการการพักผ่อนและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ หลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือติดต่อกิจกรรมที่ใช้แรงมากเกินไป การกินอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้สุขภาพกลับมาดีขึ้นเร็วขึ้น สำหรับคนที่อาจยังไม่เคยประสบปัญหานี้ การได้ฟังเรื่องราวจริงๆ เหล่านี้จะช่วยเตือนใจให้เราไม่ละเลยสัญญาณอันตรายของร่างกาย และรู้จักให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น สิ่งนี้เป็นบทเรียนที่ล้ำค่าที่สุดในการดูแลตัวเองอย่างยั่งยืน